Interviews | Diplomacy | South Asia

บา คา ร่า ขั้น ต่ำ 10: Mohamed Zeeshan on How India Can Grow Its Global Influence

mm88bet เครดิต ฟรี,ประธานเฟดระบุว่ามีแนวโน้มที่จะมีความเหมาะสมในการเริ่มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ โดยคาดว่าอัตราเงินเฟ้อจะกลับมาสู่เป้าหมายที่ 2% ในช่วงไม่กี่ปีข้างหน้า เมื่อปัจจัยชั่วคราวที่กดดันเงินเฟ้อได้จางหายไป พร้อมกล่าวว่าภาวะอ่อนแอของเศรษฐกิจทั่วโลกไม่มีแนวโน้มจะมีนัยสำคัญมากพอที่จะส่งผลกระทบต่อนโยบายการเงินของเฟด อย่างไรก็ตาม ข้อมูลเศรษฐกิจที่มีการเปิดล่าสุดแสดงให้เห็นว่า ตลาดแรงงานและเศรษฐกิจสหรัฐยังไม่ได้แข็งแกร่งอย่างยั่งยืน และอาจสะกิดให้เจ้าหน้าที่กำหนดนโยบายของเฟดต้องทบทวนท่าทีในการปรับขึ้นดอกเบี้ยแนวรับ : 6.70 / 6.20 บาท, ดัชนี SET ปิดวันนี้ที่ระดับ 1,345.15 จุด ลดลง 3.85 จุด หรือ 0.29% มูลค่าการซื้อขาย 29,223.85 ล้านบาท、bacc1688 สมัคร、ส่วนการตรวจสอบโรงไฟฟ้าภาคเอกชนรายใหญ่(ไอพีพี) จำนวน 5 พันเมกะวัตต์ ของกลุ่มบริษัท กัลฟ์ เจพี หลังชนะการประมูลเพียงรายเดียวเมื่อปี 2556 ที่ผ่านมาตอนนี้ใกล้จะได้ข้อสรุปร่วมกันแล้ว ซึ่งจะต้องเป็นประโยชน์กับประเทศเพิ่มขึ้น คาดว่าจะมีข้อสรุปได้ภายในสิ้นปีนี้ แนวรับ 10.90-11.10 บาทสาระสำคัญของการปรับปรุงโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าปี 2558 คือขณะที่มาร์กิต ซึ่งเป็นบริษัทสำรวจข้อมูลทางการเงินระบุว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตขั้นสุดท้ายของสหรัฐอยู่ที่ระดับ 53.1 ในเดือนก.ย. จากระดับ 53.0 ในเดือนส.ค.ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 22 เดือน โดยภาคการผลิตได้รับผลกระทบจากการแข็งค่าของดอลลาร์, อุปสงค์ที่อ่อนแอในตลาดโลก, ภาวะตื่นตระหนกในตลาดการเงิน รวมทั้งการลดการลงทุนในภาคธุรกิจจับตาการจ้างงานสหรัฐ วันนี้ (2 ต.ค.) กระทรวงแรงงานสหรัฐจะเปิดเผยข้อมูลการจ้างงานนอกภาคเกษตรและอัตราการว่างงานของสหรัฐในเดือน ก.ย.58 โพลล์รอยเตอร์คาดว่าการจ้างงานนอกภาคเกษตรจะอยู่ที่ 203,000 ตาแหน่ง จากเพิ่มขึ้น 173,000 ตาแหน่ง ในเดือน ส.ค.58 และคาดว่าอัตราการว่างงานจะอยู่ที่ 5.1% ไม่เปลี่ยนแปลงจากเดือน ส.ค.583) ทบทวนอัตราเงินอุดหนุนค่าไฟฟ้าฟรีสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยที่มีรายได้น้อย หรือนโยบายค่าไฟฟ้าฟรี 50 หน่วย 4) กำหนดให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) รับภาระค่าธรรมเนียมหักบัญชีธนาคารให้กับผู้ใช้ไฟฟ้าในลักษณะเดียวกับการไฟฟ้านครหลวง เพื่อให้การไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายมีมาตรฐานเดียวกันในการดำเนินงาน โดยขณะนี้เนื่องจากรัฐบาลได้จัดตั้งศูนย์บัญชาการแก้ไขปัญหาการบินพลเรือน(ศบปพ.) ซึ่งกระทรวงคมนาคมได้ร่วมกับกองทัพอากาศในการแก้ปัญหา และปรับปรุงให้การดำเนินการทุกขั้นตอนให้เป็นไปตามมาตรฐานของ FAA และ องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO)ด้านนายธวัชชัย เกียรติกวานกุล ผู้อำนวยการฝ่ายกำกับบัญชีตลาดทุน ก.ล.ต. กล่าวว่า ปัจจุบันผู้สอบบัญชีในประเทศไทยยังไม่ขาดแคลน โดยจากข้อมูลพบว่าจำนวนผู้สอบบัญชีที่ได้รับอนุญาติจากก.ล.ต.มีจำนวน 170 คนเทียบกับจำนวนบริษัทจดทะเบียนที่มีอยู่ทั้งหมด 690 บริษัท หรือคิดเป็นอัตราส่วน 1 ผู้สอบบัญชีดูแล 4 บริษัท ซึ่งถือว่าเป็นอัตราใกล้เคียงกับประเทศเพื่อนบ้านสิงค์โปร์ 1คนดูแล 2.6 บริษัท และ มาเลเซีย 1 คนดูแล 4.4 บริษัทอย่างไรก็ตาม ข้อมูลเศรษฐกิจที่มีการเปิดล่าสุดแสดงให้เห็นว่า ตลาดแรงงานและเศรษฐกิจสหรัฐยังไม่ได้แข็งแกร่งอย่างยั่งยืน และอาจสะกิดให้เจ้าหน้าที่กำหนดนโยบายของเฟดต้องทบทวนท่าทีในการปรับขึ้นดอกเบี้ยประกอบกับคาดว่านักลงทุนจะติดตามการ Preview งบไตรมาส 3/2558 ของกลุ่มธนาคาร ซึ่งเบื้องต้นคาดว่ากำไรจะชะลอตัวลงจากสินเชื่อหดตัวลง รวมถึงการตั้งสำรองหนี้สูญเพิ่มขึ้นตาม NPL ที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะ SCB KTB TISCO ที่มีการตั้งสำรองหนี้ SSI จำนวนมากLIVE Support 0.79 Resistance 0.84 / 0.93 Cut loss 0.78โดยตลาดหุ้นเอเชียได้แรงหนุนจากการคาดการณ์ที่ว่า ข้อมูลแรงงานที่น่าผิดหวังของสหรัฐหวังอาจทำให้เฟดตัดสินใจชะลอการขึ้นอัตราดอกเบี้ยJAS ปิดที่ 5.45 บาท ลดลง 0.15 บาท มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ส เซอร์วิส เปิดเผยข้อมูลกับข่าวหุ้นธุรกิจว่า มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ส เซอร์วิส ยืนยันยังคงอันดับเครดิตธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB และยังคงอันดับเครดิตธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB ที่ระดับ Baa1 ไม่เปลี่ยนแปลงคาดว่า SET แกว่งตัวในกรอบ 1,340-1,360 จุด ดัชนีแกว่งตัว sidewaySTEC (BUY: Consensus [email protected]) เป็นหนึ่งในบริษัทรับเหมาที่คาดได้ประโยชน์จากภาครัฐเริ่มเปิดประมูลโครงสร้างพื้นฐาน โดยเช้านี้บริษัทแจ้งลงนามสัญญาจ้างโครงการก่อสร้างอุโมงค์ระบายน้ำจากบึงหนองบอนลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา กับ กทม. มูลค่าราว 2.41 พันลบ. (ก่อสร้างราว 4 ปี) อีกทั้งคาดได้อานิสงค์จากการเปิดประมูลรถไฟรางคู่ 3 สาย และงานโรงไฟฟ้า 3 โครงการรวมมูลค่า 6 หมื่นลบ.คาดรู้ผลสิ้นีปีนี้ ดังนั้นแม้ปี 58 คาดกำไรลดลง 15.6%YoY แต่คาดฟื้นตัว 20%YoY ในปี 59 จึงแนะนำซื้อSET แกว่งตัวทิศทางเดียวกับภูมิภาค ตลาดรอดูข้อมูลการจ้างงานนอกภาคเกษตรและอัตราการว่างงานของสหรัฐเดือน ก.ย.58 คืนวันนี้ นอกจากนี้ การที่ตลาดหุ้นจีนปิดทาการทาให้ภาพรวมตลาดไร้ปัจจัยชี้นาใหม่ ซึ่งตลาดหุ้นจีนปิดทาการวันที่ 1-7 ต.ค. เนื่องในวันชาติจีน ส่งผลให้ SET ปิดตลาดที่ระดับ 1,345.40 จุด บวก 0.25 จุด (+0.02%) มูลค่าการซื้อขาย 9,665 ล้านบาท。

มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ส เซอร์วิส เปิดเผยข้อมูลกับข่าวหุ้นธุรกิจว่า มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ส เซอร์วิส ยืนยันยังคงอันดับเครดิตธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB และยังคงอันดับเครดิตธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB ที่ระดับ Baa1 ไม่เปลี่ยนแปลงด้าน บล.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ระบุในบทวิเคราะห์ (2 ต.ค.) ว่ามาตรการกระตุ้นกำลังซื้อรากหญ้านั้น บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL, GLOBAL ได้รับอานิสงส์มากที่สุด (GLOBAL มีประเด็นบวกจากการร่วมลงทุนใน บ.สุวันนี ซึ่งเป็นผู้นำในธุรกิจจำหน่ายสินค้าวัสดุก่อสร้างในลาวและกำลังจะเข้าตลาด LSX),แนวรับ : 216 +/-,รวมทั้งมูดี้ส์ฯ ยังไม่มีแนวโน้มที่จะปรับลดอันดับเครดิตทั้งสองธนาคารในช่วง 3 เดือนข้างหน้านี้ ทั้งนี้ ทางมูดี้ส์ฯ จะมีการเก็บรวบรวมข้อมูลตัวเลขเพื่อพิจารณาอีกครั้งหนึ่งส่วนข้อมูลแรงงานด้านอื่นๆที่มีการเปิดเผยล่าสุดนั้น กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกในสัปดาห์ที่แล้ว เพิ่มขึ้น 10,000 ราย สู่ระดับ 277,000 ราย แต่ตัวเลขดังกล่าวยังคงต่ำกว่าระดับ 300,000 รายเป็นเวลามากกว่า 6 เดือนแล้ว ซึ่งบ่งชี้ว่าตลาดแรงงานมีความแข็งแกร่ง ขณะที่ออโตเมติก ดาต้า โพรเซสซิ่ง อิงค์ (ADP) เปิดเผยว่า เอกชนของสหรัฐมีการจ้างงานเพิ่มขึ้น 200,000 ตำแหน่งในเดือนก.ย. สอดคล้องกับการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์,ทั้งนี้ การชะลอตัวลงของจีนเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยไปอีกหลายปีปลัดกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า ได้กำชับให้ทุกหน่วยงานเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2559 โดยตั้งเป้าหมายการเบิกจ่ายในภาพรวมว่าต้องมากกว่า 90% ซึ่งโครงการขนาดเล็กมูลค่าต่ำกว่า 2 ล้านบาท จะเร่งการประกวดราคาและลงนามสัญญาให้หมดภายในไตรมาส 1 ของปีงบประมาณ 59 หรือภายในเดือนธ.ค.58 ส่วนโครงการใหญ่นั้นจะให้แต่ละหน่วยงานเร่งทบทวนแบบและราคากลางเพื่อประกวดราคาโดยเร็ว,ส่วนการแก้ปัญหาด้านการบินนั้น ถือเป็นเรื่องเร่งด่วนเช่นกัน ซึ่งในวันที่ 26 ต.ค.58 สำนักงานบริหารการบินแห่งชาติ (Federal Aviation Administration : FAA) จะเข้ามาติดตามผลการแก้ไขกรณีที่ตรวจพบปัญหา ซึ่งคาดว่าจะไม่มีปัญหาเชื่อว่าจะไม่ถูกปรับลดเกรดด้านการบิน、การ ออก หวย รัฐบาล、ก.ล.ต. มองว่า ในอนาคตจำนวนผู้สอบบัญชีจะขาดแคลนจากแนวโน้มของบริษัทจดทะเบียนเข้าใหม่เพิ่มขึ้น ซึ่งทางก.ล.ต.มีแผนเพิ่มจำนวนผู้สอบบัญชีปีละ 30 คน ซึ่งสิ้นปี 58 จะมีผู้สอบบัญชี 186 คน และปี 60 จะมีผู้สอบบัญชี 246 คน , ซื้อ กลุ่มรับเหมาฯ และวัสดุก่อสร้าง เริ่มเปิดซองประมูลแล้ว: โดยวานนี้เริ่มเปิดขายซองประมูลรถไฟรางคู่ฉะเชิงเทรา-แก่งคอย 1.1 หมื่นล้าน (e-Auction 5 พ.ย.) และวันนี้เปิดขายซองจิระ-ขอนแก่นอีก 2.6 หมื่นล้าน และคาดว่าจะมีการเปิดประมูลมอเตอร์เวย์ 3 เส้นทาง และสนามบินสุวรรณภูมิเฟส 2 เร็วๆนี้ รวมมูลค่า 2.6 แสนล้านบาท ซื้อ CK STEC UNIQ NWR และมองการปรับลดลงของ SCC เป็นโอกาส ซื้อ ต่อเนื่องขณะเดียวกัน มาร์กิต ซึ่งเป็นบริษัทสำรวจข้อมูลทางการเงิน รายงานว่า ภาคการผลิตของสหรัฐขยายตัวมากขึ้นเล็กน้อยในเดือนก.ย. แต่ยังใกล้ระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 2 ปี โดยได้รับผลกระทบจากการแข็งค่าของดอลลาร์, อุปสงค์ที่อ่อนแอในตลาดโลก, ภาวะตื่นตระหนกในตลาดการเงิน รวมทั้งการลดการลงทุนในภาคธุรกิจอนึ่ง GTB เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องกำเนิดไอน้ำ(Steam Boiler) ระบบเผาไหม้(Combustion Engineering) งานวิศวกรรมพลังงานความร้อน(Thermal Energy Engineering) อุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง และงานบริการเกี่ยวกับเครื่องกำเนิดไอน้ำ แกว่งซึมเชิงลบ แต่ไม่น่าลงต่ำกว่า 1,339 จุด เป็นอีกวันที่ตลาดเน้นซึมเซื่อง ตลาดแกว่งตัวในกรอบแคบมาก แถมยังเทรดกันด้วยมูลค่าการซื้อขายที่เบาบางมาก เหลือเพียง 9.66 พันล้านบาท น้อยที่สุดในรอบ 1 ปีกับอีก 7 เดือน (เมื่อ 31 มี.ค.2558 มีมูลค่าการซื้อขายเพียง 9.17 พันล้านบาท เท่านั้น) โดยดัชนีขึ้นติดแนวกรอบบนที่ฝ่ายวิจัยกำหนดไว้เกือบพอดีที่ 1,351 จุด ก่อนจะแกว่งซึมเชิงลบตามจังหวะในกรอบ 1,343 1,351 จุด มองการเคลื่อนไหวของ SET Index เป็นสภาวะที่เรียกได้ว่าขาด New Money หรือขาดกำลังซื้อใหม่ๆ ซึ่งเป็นผลต่อเนื่องมาจากกระแสเงินทุนไหลออกในช่วงก่อนหน้า โดยปัจจุบันกระแสดังกล่าวยังอยู่ในช่วงพักตัว และอาจเกิดการไหลออกอีกครั้ง ทั้งนี้มองภาคบ่าย ในช่วงต้นอาจมีการฟื้นตัวขึ้นเล็กน้อย แต่อาจไม่เกิน 1,349 จุด สิ่งที่ต้องระวังก็คือช่วงปลายตลาดดัชนีอาจแกว่งลงอีกครั้ง แต่คาดว่าจะไม่ต่ำกว่า 1,339 จุดทั้งนี้ ก.ล.ต. เตรียมประกาศให้ CEO CFO และสมุห์บัญชี เป็นผู้ลงนามรับรองความถูกต้องของรายงานทางการเงินที่นำส่งสำนักงานในแบบนำส่งงบการเงิน (แบบ 56-3) ตั้งแต่งบการเงินงวดปี 60 จากเดิมที่ให้กรรมการผู้มีอำนาจซึ่งส่วนใหญ่เป็นเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานลงนาม โดยหลักเกณฑ์ดังกล่าวจะบังคับใช้ทั้งบริษัทที่เตรียมเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้กับประชาชนครั้งแรก (IPO) ซึ่งเตรียมเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยอยู่แล้ว,ขณะที่การชำระหนี้ซึ่งค้างอยู่กับเจ้าหนี้รายใหญ่นั้นบริษัทซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันไม่สามารถชำระหนี้ได้ จากการปรึกษากับกลุ่มธนาคารเจ้าหนี้ เพื่อให้สามารถรักษามูลค่าของบริษัทไว้ และเพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจต่อโดยมีผลกระทบน้อยที่สุด จึงมีความเห็นว่า บริษัทควรเข้าสู่กระบวนการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ โดยบริษัทได้ยื่นคำร้องขอต่อศาลในวันที่ 1 ต.ค.58 ขณะที่กลุ่มธนาคารเจ้าหนี้รายใหญ่จะสนับสนุนให้บริษัทบริหารงานต่อไป โดยจะพิจารณาวงเงินเพื่อให้บริษัทมีสภาพคล่องตามความเหมาะสมนายกวิน เฉลิมโรจน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ยูไนเต็ด เพาเวอร์ ออฟ เอเชีย จำกัด (มหาชน) หรือ UPA เปิดเผยว่า เมื่อ 30 ก.ย.58 บริษัทได้รับโอนหุ้นสามัญของบริษัทอันดามันเพาเวอร์ แอนด์ ยูทิลิตี้ จำกัด ตามสัญญาซื้อขายหุ้นของบริษัท อันดามันเพาเวอร์ฯ จากผู้ถือหุ้นเดิมของบริษัทอันดามันเพาเวอร์ฯ จำนวน 3,162,000 หุ้น หรือคิดเป็นร้อยละ 93% ในราคาหุ้นละ 100 บาท เป็นที่เรียบร้อยแล้วกลยุทธ์ที่แนะนำ :ช่วงบ่าย: หากต่ำกว่า 1340 จุด จะเป็นสัญญาณลบมากขึ้น และมีแนวโน้มอ่อนตัวลงต่อ โดยมีแนวรับถัดไปที่ 1330 จุด ส่วนแนวต้านระยะสั้น ยังถูกจำกัดอยู่ที่ 1350 และ 1360 จุด ตามลำดับ ประเด็นสำคัญ ติดตามตัวเลขจ้างงานสหรัฐคืนนี้ ซึ่งน่าจะดีตาม ADP ก่อนหน้านี้ จะสร้าง Sentiment เชิงบวกต่อ SET ในเช้าวันจันทร์ของสัปดาห์หน้า ส่วนกรณีพลิกต่ำกว่าคาด จะเป็นปัจจัยลบ กลยุทธ์ การเก็งกำไรพอทำได้ แต่ยังเหมาะกับผู้รับความเสี่ยงได้สูง ทั้งนี้ หุ้นแนะนำตามสัญญาณเทคนิค ได้แก่ FSMART (รับ 13.20 ต้าน 14.20 Cut 12.70。

“There is space for India to position itself as the organizer of a global development coalition.”

Mohamed Zeeshan on How India Can Grow Its Global Influence

India has big power ambitions but is still far away from realizing it. Despite its massive population, economic heft and military might, India’s global influence remains limited and it is punching way below its weight on global issues. In his book “Flying Blind: India’s Quest for Global Leadership,” published by Penguin Random House, author Mohamed Zeeshan says that India’s fence-sitting on major geopolitical issues is costing the country dearly. He argues in favor of India supporting democratic values and processes abroad.

In an email interview with The Diplomat’s South Asia editor, Sudha Ramachandran, Zeeshan discusses how India must deal with its South Asian neighbors and why it must “avoid paranoia over its neighbors’ dealings with China.”

You say that fence sitting is “responsible for India’s lack of influence” in the world. Could you explain?

When I think of “influential powers,” I think of countries that are able to consistently represent and fulfill the interests of allies or constituents abroad, so that their own welfare becomes integral to the welfare of the allies. India does not have the military and economic capabilities of the U.S. yet, but given its size, demographics, arms imports, and other things, it’s still very important. The problem for India is that it does not take a consistent or coherent stance on sensitive political questions that are important to other countries.

On most geopolitically sensitive issues around the world, India is entirely absent and has no stance, but even when it takes a stance, it is not clear or consistent. Indian diplomats often say that they represent democratic values, but India is afraid to commit support to democratic movements. If India thinks that supporting pro-democracy activists is not in its interest (and in my book, I argue that it most certainly is), then it should commit its support to authoritarian leaders – as some world powers do, under the garb of protecting state sovereignty. But India isn’t able to commit support one way or the other reliably, in a way that is consistent with its own interests and therefore sustainable for any length of time.

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

While fence-sitting on issues may be problematic, don’t you think that not taking sides between “sworn enemies” enables a country to do business with both sides (as with Iran and Saudi Arabia)?

For smaller powers, this is true, but I think that India – largely owing to its extraordinary size – has crossed the point where countries that are angry can simply say that they won’t do business with India. Whether Iran likes the West or not, it has to do business with the West, which is why it hankers after the removal of sanctions. I think that we can say the same for India; countries would like more access to India’s large consumer market.

As I write in my book, India was – for decades – a very vocal supporter of the Palestinian cause. But that did not stop Israel from courting India, largely due to lucrative arms deals. If India can do this with Israel, why is New Delhi afraid of taking a stand elsewhere?

In your book, you call on India to support democracy and democratic values abroad. How should India deal with authoritarian democracies like Sri Lanka, for instance?

I write in my book that the neighborhood is very tricky for India. It’s easier for India to stand up for democratic values in Somalia or Syria than in South Asia, because the neighbors can do damage by courting China.

Authoritarian democracies are trickier than undemocratic states, because majoritarian politics in these countries enjoy electoral support and, therefore, greater public legitimacy. In such countries, like Sri Lanka, back-door diplomacy is wise: mediating between communities and factions, towards well-defined objectives, rather than questioning the legitimacy of the government.

Pakistan gets just limited attention in your book. It doesn’t figure in the cooperative initiatives you suggest for South Asia. Why? Have you given up hope, at least for now, on India-Pakistan relations improving?

I think India-Pakistan relations are going to ebb and flow. We’ve just seen this now with the latest attempt at backdoor talks; they seem to have petered out very quickly. There are very fundamental differences on the two sides which make a sustainable thaw unforeseeable. The absence of hostilities with India is a significant threat to the Pakistani military’s standing and influence within Pakistani politics. Even for civilian politicians, owing to deep-rooted mistrust and misinformation, painting India as anything other than an enemy will be political suicide. And now, with India under the grip of Hindu majoritarianism, the incentive for peace has also diminished in New Delhi.

But by obsessing on Pakistan, India is wasting opportunities for integration across the rest of the region. In fact, if India can integrate the rest of South Asia – and produce developmental gains as a result – it could even help build a case within Pakistan to drop old animosities and join these efforts, for Pakistan’s own economic benefit. We have seen this happen in Southeast Asia and Europe, and there is no reason why it can’t happen in South Asia.

For the success of its global power project, India needs the support of its South Asian neighbors. In your book you say that they have to believe that a strong and powerful India is in their interest. That means they will have to see their own welfare in India’s security and development. What should India do to convince them of this, especially at a time when they see their interests more in sync with what China has to offer (infrastructure)?

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

The first thing India needs to do is avoid paranoia over its neighbors’ dealings with China. No South Asian country wants a region dominated by China. They seek a healthy balance of power between India and China.

But due to geographical proximity and cultural ties, there are many things that India can provide which China can’t, which I enumerate in my book. For instance, a common visa for tourists from outside South Asia would boost tourism revenue for many countries. Only economic and cultural integration, which makes India’s neighbors a part of India’s growth, will create a stake for them in a strong and powerful India.

India’s greatest challenge, however, will be trust-building. There is a lot of mistrust and cynicism on all sides, and as I argue in my book, India is not blameless for the rather high-handed manner in which it has often behaved. I talk about the Friendship Treaties with Nepal and Bhutan in my book as one of several examples. India needs to be more charitable and respectful.

In your book you clearly favor India joining a global alliance with the U.S. You don’t discuss the Quad in your book, but how far would its partners in Quad, for instance, be willing to go to back?India in a military confrontation with either Pakistan or China?

Mutual defense partnerships are a chicken-and-egg situation. On India’s side, folks would wonder if the Quad will come to India’s aid. On the other side, Washington wonders if India will ever come to its aid.

There’s a clear overlap of interests. If India is able to play a more proactive role in Afghanistan – from a security angle – America is far more likely to trust India than stay committed to Pakistan. With regards to China, there’s a clear consensus in Washington that favoring and strengthening India will fulfill American interests. Similarly, in the aftermath of the Galwan clash, India now clearly believes that an Asia dominated by China is not in its interests.

So, if a mutual defense pact is to be worked out, there is a fair bit of common?ground to work with. But the big question is whether India wants a mutual defense pact with America. India has been the most skeptical Quad member, in terms of viewing the Quad as a potential military alliance.

But before jumping into such commitments in Asia, I think it’s wiser for India and the U.S. to build trust at an easier level – intelligence-sharing around the world, for instance, as I describe in my book.

You suggest the building of a “Delhi Consensus” coalition to grow India’s influence. Could you elaborate?

India is very unique, in that it is fairly advanced in some respects while still suffering from several developmental challenges. But I see these developmental challenges as a strength in diplomacy rather than a weakness, because the vast majority of the world’s population still faces many of these problems.

I think there is space for India to position itself as the organizer of a global development coalition, which shares lessons and knowledge on what works and what doesn’t, in terms of development. If India organizes such a global effort, it will also bring several solutions for India’s own development problems.

India is already doing this in a fragmented manner through various bilateral initiatives under the Indian Technical and Economic Cooperation (ITEC) program, which builds state capacity in various developing countries, but if India can expand this into a multilateral give-and-take initiative, it would increase India’s influence in world affairs.

There are several emerging areas in global governance – digital economy, cybersecurity, e-governance and so on – which require norm-building and standardization at a global level, and a “Delhi Consensus” coalition would certainly be able to set the agenda on these issues. India has the technical capabilities, but it would require political will to bring countries together.