The Debate

เกมสล็อต Jiulian Baoguang ดาวน์โหลด: The Debate on U.S.-China Relations: Make Room, Make Way, or Make Hay

ufabet1688 เครดิต ฟรี1️⃣LOOK618, KTP ทะยานกว่า 10% หลังมีข่าวกลุ่มทุนอสังหาฯ รายใหญ่จะเข้าร่วมทุน-เทกโอเวอร์แนวรับ 9.90-10.00 บาท,ส่วนสกุลเงินยูโรแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบดอลลาร์สหรัฐ ขานรับการที่รัฐสภากรีซมีมติอนุมัติมาตรการปฏิรูปฉบับที่ 2 เมื่อวานนี้ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการปฏิรูปด้านการธนาคารและกระบวนการยุติธรรม ตามข้อตกลงที่นายกรัฐมนตรีอเล็กซิส ซิปราส ทำไว้กับกลุ่มประเทศเจ้าหนี้、เกมสล็อตอาเขต、บล.ทรีนีตี้ระบุในบทวิเคราะห์ (24 ก.ค.)แนะนำ ซื้อ หุ้น KTB โดยมีราคาเป้าหมาย 21 บาท/หุ้น อิง PBV 1.2 เท่าโดยราคาหุ้นที่ซื้อขายกันที่ Forward PBV 0.9 เท่า ถือว่าเป็นระดับที่ค่อนข้างถูก เมื่อเทียบกับในอดีตที่ซื้อขายกันที่ PBV เฉลี่ย 1.2 เท่า ถือว่ามี Downside ที่จำกัด,คำแนะนำ : ราคาหุ้นปิดเป็นแนวโน้มจะวกกลับขึ้นในระยะสั้นยืนเหนือเส้นค่าเฉลี่ย 10 วันหลังจากปรับลง 4 วัน เริ่มมีวอลุ่มเด่น แนะนำซื้อเก็งกำไรได้CEN ซื้อเก็งกำไร แนวรับ 3.84-3.94 บาท แนวต้าน 4.20-4.30 // 4.40 บาทนอกจากนี้ยังมองหาธุรกิจอื่นอีก เช่น อสังหาริมทรัพย์ และโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเป็นการกระจายความเสี่ยงทางธุรกิจจากธุรกิจอาหารสัตว์น้ำ ซึ่งเป็นธุรกิจหลัก แต่เนื่องจากปีที่แล้วประสบภาวะขาดทุนจากอาหารกุ้ง ทำให้ต้องเริ่มมองหาธุรกิจอื่น โดยใน 3 ปีข้างหน้าบริษัทต้องการเห็นสัดส่วนรายได้จากธุรกิจเดิม คือการผลิตและจำหน่ายอาหารสัตว์น้ำและสัตว์เลี้ยง ราว 50% และรายได้จากธุรกิจใหม่ทั้งพลังงานทดแทน หรืออสังหาริมทรัพย์ อีก 50%516.00 528.00SET ปิด 1,444.66-3.18 ,PTT มูลค่าการซื้อขาย 649.51 ล้านบาท ปิดที่ 312.00 บาท ลดลง 5.00 บาท PTT พร้อมลุยจ่ายก๊าซฯแหล่งเจดี 25 ก.ค. 58 หลังซ่อมเสร็จเร็วกว่ากำหนดระยะสั้นแกว่งในกรอบ sideway หรือในกรอบระหว่าง 77-84 บาท คาดว่าจะยังไม่มีทิศทางชัดเจนจนกว่าจะแกว่งออกจากกรอบ แนะนำเก็งกำไรในกรอบดังกล่าวไปก่อนส่วนจุดตัดขาดทุนจะอยู่ที่ 76.50 บาทขณะที่บริษัทมีการต่อเรือ 2 ลำให้กับทางท่าเรือสีหนุวิลล์ กัมพูชา และการท่าเรือแห่งประเทศไทย ซึ่งขณะนี้ก็ใกล้ที่จะส่งมอบเรือแล้ว โดย 1 ลำของ ท่าเรือสีหนุวิลล์ กัมพูชา จะส่งมอบได้ประมาณต้นเดือนส.ค.ส่วนอีก 1 ลำของการท่าเรือแห่งประเทศไทยคาดว่าจะส่งมอบได้ภายในไตรมาส 3/58ระยะสั้นแกว่งในกรอบ sideway หรือในกรอบระหว่าง 2.14-2.40 บาท คาดว่าจะยังไม่มีทิศทางชัดเจนจนกว่าจะแกว่งออกจากกรอบ แนะนำเก็งกำไรในกรอบดังกล่าวไปก่อน ส่วนจุดตัดขาดทุนจะอยู่ที่ 2.10 บาททั้งนี้ แนวโน้มการตั้งสำรองในครึ่งปีหลังของปี 58 จะลดลงสู่ระดับปกติหลังจากได้ตั้งสำรอฯพิเศษในไตรมาส 2/58 ซึ่งน่าจะเพียงพอในภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันแล้ว โดยรวมเป้าหมายทางการเงินหลักของธนาคาร คือ การเติบโตสินเชื่อ, ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายสำรอง ไม่ต่างจากประมาณการกำไรของฝ่ายวิจัย ซึ่งยังคงประมาณการกำไรสุทธิทั้งปีที่ 3.1 หมื่นล้านบาท、 คาดการณ์เบื้องต้นหุ้นกำไร 2Q15 ดี// Energy Petro: SCC PTTGC IVL BCP SCN IRPC / ICT: TRUE SAMTEL THCOM / Fin: MTLS SAWAD / Prop: LPN SC AMATA / Cons: CK ITD / Comm: CPALLณ เดือนมีนาคม 2558 บริษัทมีโครงการที่อยู่ในระหว่างการพัฒนา 28 โครงการ ประกอบด้วย คอนโดมิเนียม 16 โครงการ และบ้านจัดสรร 12 โครงการ ซึ่งมีมูลค่าเหลือขายประมาณ 18,000 ล้านบาท บริษัทพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียม 4 โครงการในลักษณะของการร่วมทุนกับ SEA Investment Five Pte. Ltd. (SEAI5) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ Mitsui Fudosan Groupหลังจากพุ่งขึ้นในรอบก่อนราคาหุ้นร่วงแรงและเร็วเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา แต่หลังจากนั้นเริ่มทรงตัวได้และดีดตัวกลับขึ้นมาได้ไวเช่นกัน มองว่าน่าจะมีโอกาสลุ้นขึ้นไปทดสอบแนวต้านจุดสูงเดิมและทะลุผ่านได้ จึงแนะนำเป็นหุ้นเก็งกำไร。

AP คาดกำไรปีนี้นิวไฮจาก 2.61 พันลบ.ปีก่อน คงเป้ารายได้ 2.53 หมื่นลบ.แนวรับ 9.90-10.00 บาท, 6 โบรกเชียร์ซื้อ KTB ชี้ราคาถูก-ไร้สำรองครึ่งปีหลัง-พร้อมปันผลกว่า 5% , มีการลงทุนต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยศักยภาพธุรกิจครอบคลุมภูมิภาคเอเซียน ฮั่งเส็งปิดเช้าร่วง 237.59 จุด เหตุวิตกผลประกอบการเอกชนสหรัฐ,อนึ่ง ก่อนหน้านี้ TUF ได้กำหนดการเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนไม่เกิน 795.30 ล้านหุ้น ให้กับประชาชนทั่วไปโดยเฉพาะเจาะจง ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นเดิมของบริษัท จำนวน 6 หุ้นเดิมต่อ 1 หุ้นใหม่ ที่ราคาหุ้นละ 16 บาท เพื่อระดมทุนประมาณ 400 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 13,200 ล้านบาท รองรับซื้อบัมเบิ้ล บี โดยกำหนดวันจองซื้อวันที่ 20-24 ก.ค.ในทางตรงข้าม แนวโน้มอันดับเครดิตอาจถูกปรับลดลงได้หากอัตราส่วนเงินกู้รวมต่อโครงสร้างเงินทุนสูงเกินกว่าที่คาดการณ์ไว้อย่างมีนัยสำคัญทั้งจากการขยายธุรกิจในเชิงรุกหรือจากการมีผลการดำเนินงานที่ต่ำกว่าที่คาดไว้ส่วนความคืบหน้าของโรงไฟฟ้าไออาร์พีซี คลีน พาวเวอร์ ซึ่งเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็ก (SPP) ที่บริษัทถือหุ้นอยู่ 51% นั้นคาดว่าจะเริ่มดำเนินการผลิตได้ภายในปี 58 ส่วนระยะที่ 2 จะเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ในเดือนมิ.ย.60 โดยโครงการมีกำลังการผลิต 240 เมกะวัตต์ และไอน้ำ 180-300 ตัน/ชั่วโมง ภายใต้สัญญาซื้อขายไฟฟ้าและไอน้ำกับบมจ.ไออาร์พีซี ( IRPC) และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ในระยะแรกนี้จะสามารถผลิตไฟฟ้าและขายไฟฟ้า 45 เมกะวัตต์ และไอน้ำสูงสุด 100 ตัน/ชั่วโมงให้กับ IRPC。 โดยปัจจุบันบริษัทมีแต่โครงสร้างเหล็กชุบสังกะสี ขณะที่งาน Gas and Oil ต้องการเหล็กใช้สีกันสนิม ซึ่งการมี DIMET จะทำให้บริษัทขยายงานไปด้านนี้ได้ รวมทั้งมูลค่าตลาดของโครงสร้างแหล็กที่ใช้สีกันสนิมมากกว่าโครงสร้างเหล็กชุบสังกะสี โดยในปีที่ผ่านมามีมูลค่ามากกว่า 1 หมื่นล้านบาท ส่วนโครงสร้างเหล็กชุบสังกะสีมีมูลค่าตลาดไม่ถึง 1 หมื่นล้านบาท เจอแล้วหุ้นฉุดดัชนี! SCC หลุด 500 บ.ต่ำสุดรอบ 5 เดือนระยะสั้นแกว่งในกรอบ sideway หรือในกรอบระหว่าง 77-84 บาท คาดว่าจะยังไม่มีทิศทางชัดเจนจนกว่าจะแกว่งออกจากกรอบ แนะนำเก็งกำไรในกรอบดังกล่าวไปก่อนส่วนจุดตัดขาดทุนจะอยู่ที่ 76.50 บาทแนวโน้มอันดับเครดิต Positive หรือ บวก สะท้อนถึงความคาดหวังว่าฐานรายได้ของบริษัทจะอยู่ที่ระดับประมาณ 10,000-13,000 ล้านบาทต่อปีในช่วง 3 ปีข้างหน้า และอัตราส่วนกำไรจากการดำเนินงานจะอยู่ที่ระดับประมาณ 15% ทั้งนี้ อันดับเครดิตอาจได้รับการปรับเพิ่มขึ้นหากผลการดำเนินงานของบริษัทปรับตัวดีขึ้นตามการคาดการณ์ในขณะที่ยังคงรักษาอัตราส่วนเงินกู้รวมต่อโครงสร้างเงินทุน (รวมเงินกู้จากกิจการร่วมค้าตามสัดส่วน) ให้ต่ำกว่า 66% หรือเทียบเท่าอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อทุนที่ระดับต่ำกว่า 2 เท่าเอาไว้ได้ก่อนหน้า นายวิษณุ เทพเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ณุศาศิริ จำกัด (มหาชน) หรือ NUSA ระบุเมื่อวันที่ 6 ก.ค. 58 ว่า บริษัทจะเสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทพิจารณาปรับเพิ่มหมายยอดขายและรายได้ในปีนี้ หลังจากช่วงครึ่งปีแรกทำได้ดีกว่าคาดมาก และเชื่อว่าครึ่งปีหลังจะเติบโตขึ้นอีก,หากลูกค้าแฮปปี้ที่ยังไม่แน่ใจว่า ลงทะเบียนหรือยัง ให้ตรวจสอบสถานะ โดยการกด *151# แล้วโทรออกได้ฟรี ระบบจะแจ้งข้อความอัตโนมัติ หากยังไม่ลงทะเบียน ระบบจะแจ้งรหัสสำหรับการลงทะเบียน 6 ตัวเพื่อใช้ในการลงทะเบียนมาให้ เมื่อสะดวกที่จะมาลงทะเบียนแล้ว ให้นำบัตรประชาชน พร้อมซิมการ์ด มาลงทะเบียนได้ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย ที่ศูนย์บริการดีแทค ร้านดีแทคเซ็นเตอร์ หรือ ร้านขายซิม ร้านเติมเงินแฮปปี้ และจุดบริการที่สัญลักษณ์ 2 แชะ หรือ 7-11 ทุกสาขาใกล้บ้าน、ส่งเงินบาทไทย ไลน์ sbobet、ปัจจุบัน บริษัทมีโรงงานอาหารสัตว์ที่จ.เพชรบุรี มีกำลังการผลิตอาหารกุ้ง 6 หมื่นตัน/ปี และอาหารปลา 7.2 หมื่นตัน/ปี ขณะที่โรงงานอาหารสัตว์แห่งใหม่ที่จ.สงขลา มีกำลังการผลิตอาหารกุ้ง 6 หมื่นตัน/ปี และอาหารปลา 7.2 หมื่นตัน/ปี ทั้งนี้ตลาดหุ้นเอเชียปรับตัวลงในช่วงเช้านี้ เนื่องจากความวิตกกังวลเกี่ยวกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจทั่วโลก หลังจากผลสำรวจของมาร์กิต อิโคโนมิคส์ บ่งชี้ว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) รวมภาคการผลิตและบริการเบื้องต้นของยูโรโซนในเดือนก.ค.ปรับลงแตะ 53.7 ซึ่งต่ำสุดในรอบ 2 เดือน จาก 54.2 ในเดือนมิ.ย.ด้าน บล.เอเซีย พลัส ประเมินว่า การที่ TUF ได้แจ้งตลาดให้ระงับแผนเพิ่มทุนในการเข้าไปซื้อกิจการในสหรัฐ คือ Bumble Bee (100% เป็นเงิน 1.51 พันล้านเหรียญฯ) เนื่องจากการเข้าซื้อกิจการครั้งนี้จะทำให้ TUF ครอบงำธุรกิจปลาทูน่าในสหรัฐ เพราะปัจจุบัน Bubble Bee มีส่วนแบ่งตลาดในสหรัฐอันดับ 2 ที่ 28% เป็นรอง StarKist มีส่วนแบ่งตลาดใหญ่สุด 35% และลำดับ 3 คือ Chicken of the Sea เป็นบริษัทย่อยของ TUF (ถือหุ้น 100%) มีส่วนแบ่งตลาด 19% โดยรวมแล้ว 3 บริษัทแรกกินส่วนแบ่งตลาดเกินกว่า 50% ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนทางกฏหมายสหรัฐที่ต้องการพิสูจน์ว่าการเข้าไปซื้อกิจการจะไม่ส่งผลกระทบคู่แข่งขันและผู้บริโภคสำหรับในปีหน้าบริษัทคาดว่ารายได้รวมจะเติบโตไปอยู่ที่ 4 พันล้านบาท หลังจากที่รับรู้กำลังการผลิตของโรงงานใหม่ที่จ.สงขลาเต็มปี โดยรายได้ในปีหน้าจะมาจากอาหารสัตว์น้ำ 3 พันล้านบาท และอาหารสัตว์เลี้ยง 1 พันล้านบาท。

Three recent papers attempt to look at the next stage of the world’s most important relationship.

The Debate on U.S.-China Relations: Make Room, Make Way, or Make Hay
Credit: The White House

The Asia security field is a crowded one these days, and that is a good thing. The region is confronting a number of destabilizing threats: disputes over islands in the South and East China Seas, weak governance in several Southeast Asian nations, and continuing?uncertainty over North Korea’s intentions and capabilities, among others. All are long-term, ongoing challenges, and the more ideas that get out there about how to manage these issues, the better.

No issue gets as much attention, however, as the U.S.-China relationship and what it means for regional security. For most, it boils down to whether the era of U.S. primacy is over. If it is, what should the next stage look like and how does China fit in? If not, how does the United States preserve its role as the fundamental security guarantor in the region and how does China fit in?

Three recent, thoughtful reports/papers attempt to address this question: the first, “Revising U.S. Grand Strategy Toward China”?by my CFR colleague Robert Blackwill and Carnegie Endowment scholar Ashley Tellis; the second, “The Future of U.S.-China Relations Under Xi Jinping: Toward a New Framework of Constructive Realism for a Common Purpose”?(pdf)?by former Australian Prime Minister Kevin Rudd; and the third, “Beyond American Predominance in the Western Pacific: The Need for a Stable U.S.-China Balance of Power”?by Carnegie Endowment scholar Michael Swaine. Each adopts a different approach and arrives at different conclusions, although the Rudd and Swaine analyses are largely compatible. Blackwill and Tellis explicitly seek to develop a roadmap for continued U.S. primacy in the Asia Pacific. Rudd and Swaine, in contrast, argue that such an effort is unrealistic, even harmful, given the realities of U.S. commitments and domestic politics, as well as China’s intentions and growing capabilities. Both Rudd and Swaine seek to have the United States and China sacrifice near-term interests for a longer-term greater good. However, Rudd places a much greater burden of compromise on the United States, while Swaine is more even-handed in his call for accommodation by both sides.

I was most eager to read the Rudd report. I have heard the former prime minister speak on a number of occasions and have always been impressed by his insights. In his report, Rudd assumes the role of peacemaker—trying to bridge the gap between the “private or semi-private narratives each side [the United States and China] may have about the other.” Although ostensibly designed to speak equally to Chinese and U.S. policymakers, the report is, for the most part, designed for a U.S. audience—explaining China and the Chinese perspective to Americans and offering recommendations for Washington.

Rudd’s argument is premised on his belief that Chinese President Xi Jinping is someone with whom the United States can work, that he is prepared to take calculated risks, and that there is now a window in China for Washington and Beijing to strike a grand bargain. According to Rudd, it is up to the United States to use this space as creatively as possible, while it lasts. While this is an appealing narrative, the report does not make?clear why Rudd believes this. Rudd also leaves the reader hanging when he asserts that China will become a more active participant in the reform of the global rules-based order and that it will bring a “new, forthright Chinese voice in the world.” It would have been helpful had the prime minister explained whether this voice will mean more Air Defense Identification Zones or more Asian Infrastructure Investment Banks or both. The implications for the region are vastly different.

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

There are also some off-putting notes. Rudd begins by announcing that the Chinese economy will continue to thrive, noting: “Sorry, but on balance, the Chinese economic model is probably sustainable.” It is an awkward pronouncement that assumes that Americans want the Chinese economy to fail—something very few Americans, in fact, desire. (What Americans do want is a thriving Chinese economy that offers a fair and open trade and investment environment.)

While bold and fun to read, Rudd’s analysis of Xi’s presidency and the potential for significant new cooperation with the United States—should only the United States?seize the moment—ultimately falls short because it is difficult to find the evidence to support it. Xi may well have the political capital to strike a grand bargain, but Rudd’s faith in him notwithstanding, it remains unclear that he wants one.

The lack of demonstrable Chinese interest in a more accommodating regional security posture makes me initially sympathetic to the dominant theme of the Blackwill and Tellis report. As Blackwill and Tellis note, the current Chinese leadership has offered little indication—either in words or action—that it does not have as its endgame supplanting the United States as the regional hegemon. However, the report adopts such an uncompromising stance on any potential for the United States and China to find common ground that it loses me along the way. There is a built-in assumption that China necessarily wants to supplant the United States—not simply this regime at this moment in time. Such a deterministic understanding of Chinese politics and interests ignores ongoing debates within the country and the potential for new understandings to emerge

The recommendations (as in the Rudd report) run several pages, and for the most part, they represent a coherent strategy for the United States. Blackwill and Tellis have flipped the current hedging strategy from its emphasis on engagement with limited containment to containment with limited engagement. Much paper is devoted to strengthening military and economic ties with our allies. Still, it is difficult to understand, at times, how the containment and engagement will all work together—for example, “agreeing on enhanced security confidence-building measures between the two sides” while the United States establishes a new technology-control regime and levies an across-the-board tariff on Chinese economic goods in response to Beijing’s cyberattacks. Whatever its weaknesses, however, the report raises appropriate alarm bells concerning the challenge that many current Chinese economic and security behaviors pose for U.S. interests and the necessity of addressing them directly.

Ultimately, I thought the quietest piece—the one released with the least fanfare—was the most thought-provoking and compelling. Swaine offers a reasonably even-handed assessment of both the U.S. and PRC perspectives and tackles head on the problem that Beijing and Washington have concerning “clashing assumptions and beliefs about the requirements for continued order and prosperity in Asia.” He also identifies several very specific areas for potential cooperation, including the Korean Peninsula, Taiwan, and the management of maritime territorial disputes, and then proceeds to lay out how actual progress might be realized through various trade-offs. For example, he suggests that the United States halt arms sales to Taiwan in return for credible assurances by Beijing that it will not use force against Taiwan (except in the case of a dejure declaration of independence) and acceptance that unification would be peaceful and must involve the consent of people of Taiwan. One can agree or not with all of Swaine’s analysis or prescriptions, but in a much shorter piece, he takes the reader deeper and farther into understanding the challenges at hand and the potential roadmap for resolution.

Elizabeth C. Economy is?C.V. Starr Senior Fellow and Director for Asia Studies at the Council on Foreign Relations. She is an expert on Chinese domestic and foreign policy and U.S.-China relations and author of the award-winning book,?The River Runs Black: The Environmental Challenge to China’s Future.?This post appears courtesy of?CFR.org?and?Forbes?Asia.