Features | Security

fifa55hd เครดิตฟรี: Flashpoints and Arms Races to Watch in 2019

sky sports bet,ขณะที่คณะกรรมการรับทราบการลาออกจากตำแหน่งกรรมการบริษัท 3 ท่านก่อนครบวาระ ซึ่งมีผลตั้งแต่ 30 ก.ย.58 เป็นต้นไป ได้แก่ นายอาซึโนบุ โทกะ กรรมการ,นายนารุฮิซะ อาเบะ กรรมการ และนางรัตนา สมบูรณ์วิวัฒน์ กรรมการและกรรมการอิสระกลุ่มน้ำตาล (Neutral): ช่วงที่ผ่านมาราคาน้ำตาลปรับตัวขึ้นจากบราซิล ซึ่งเป็นผู้ส่งออกน้ำตาลอันดับ 1 ของโลก มีปัญหาเก็บเกี่ยวอ้อยจากฝนที่ตกหนัก + การปรับขึ้นราคา Gasoline ของ Petrobras ซึ่งเป็นบริษัทน้ำมันรายใหญ่ของบราซิล อาจส่งผลให้ผู้ผลิตนำอ้อยไปผลิตเอธานอลแทนน้ำตาลมากขึ้น ซึ่งนับเป็น Sentiment บวกต่อการเก็งกำไรในหุ้นกลุ่มน้ำตาล โดยเราเลือก KSL (Consensus [email protected]) เป็น Top Pick ,ความเห็น: แนะนำซื้อ-ขายที่กรอบแนวต้านและแนวรับ โดยมีจุด Stop Loss หากต่ำกว่า 20.40 บาทส่วนแผนการขยายสาขาในปี 58 จะมีสาขาเพิ่มเป็น 900 สาขาทั่วประเทศ และในปี 59 เตรียมเปิดเพิ่มอีก 450 สาขา รวมเป็น 1,350 สาขา 10 หุ้นหนุนดัชนีเช้านี้ เมื่อเวลา 11.00 น.ขณะที่ปัจจัยในประเทศ จะมีความชัดเจน ส่งผลให้เศรษฐกิจฟื้นตัว โดยเฉพาะแผนการลงทุนภาครัฐ อีกทั้งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นและระยะกลางที่ประกาศออกมาก่อนหน้านี้ จะส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจจริง รวมทั้งการฟื้นตัวของภาคธุรกิจท่องเที่ยวจะข่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของการอุปโภคบริโภคภายในประเทศ ช่วยสนับสนุนให้ดัชนีหุ้นไทยปรับขึ้นตาม SET ภาคบ่ายพุ่งทะลุ 1,400 จุดได้ตามคาด หลังได้รับแรงหนุนจากหุ้นสื่อสารอนึ่ง LPH เป็นผู้ดำเนินธุรกิจโรงพยาบาลเอกชน โดยให้บริการรักษาโรคทั่วไป และให้บริการศูนย์การแพทย์ ทั้งผู้ป่วยใน ผู้ป่วยนอก และผู้ป่วยฉุกเฉิน โรงพยาบาลลาดพร้าว ขนาด 180 เตียง และกลุ่มบริษัทยังให้บริการตรวจวิเคราะห์ ทดสอบและวิจัยด้านอาหาร ผลิตผลการเกษตรและยา รวมถึงมีธุรกิจสนับสนุนให้บริการทางการแพทย์และพัฒนาธุรกิจ? กลยุทธ์ระยะสั้นค่อยๆทยอยขายทำกำไรออกไปก่อน โดยจำกัด พอร์ตหุ้นลงเหลือไม่เกิน 20% หลัง Upside จำกัดมากแล้วทั้งนี้ จีนและรัสเซียเป็นผู้ซื้อรายใหญ่ที่สุด เนื่องจากธนาคารกลางของทั้ง 2 ประเทศต้องการกระจายทุนสำรองให้อยู่ในรูปทองคำเพิ่มขึ้น ขณะที่ลดการถือครองดอลลาร์ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลาดหุ้นไทยภาคบ่ายพุ่งทะลุ 1,400 จุดได้ตามคาด หลังได้รับแรงหนุนจากหุ้นสื่อสาร โดยดัชนีฯล่าสุดเมื่อเวลา 15.18 น. ดัชนีหุ้นไทย อยู่ที่ 1,400.21 จุด บวก 6.55 จุด หรือ 0.47% สูงสุด 1,401.30 จุด ต่ำสุด 1,390.00 จุด มูลค่าการซื้อขาย 3.45 หมื่นลบ. แนวรับ : 57.50 และ 57.00 2. บางโครงการได้ดำเนินการพัฒนาไปแล้วบางส่วน หากโอนขายโครงการส่วนที่เหลือให้ KC จะทำให้ต้องเสียค่าธรรมเนียมโอนกรรมสิทธิในที่ดิน และต้องขออนุญาตจัดสรรใหม่ ซึ่งจะทำให้เสียทั้งเวลา ค่าภาษี และค่าธรรมเนียมในการโอนกรรมสิทธิ ต้นทุนประกอบการก็จะสูงขึ้นโดยค่าเงินดอลลาร์ออสเตรเลียปรับขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐที่ระดับ 0.7205 ดอลลาร์สหรัฐ จากระดับ 0.7153 ดอลลาร์ทั้งนี้คณะกรรมการบริษัทมีมติแต่งตั้งกรรมการ 3 ท่าน ทดแทนกรรมการที่ลาออกดังกล่าวมีผลตั้งแต่ 6 ต.ค.58 ได้แก่นายสุทธิพงศ์ พัวพันธ์ประเสริฐ กรรมการและรองประธานกรรมการนายชาญณรงค์ วิริยะลัพภะ กรรมการแนวรับ 225.00-228.00 บาทระยะสั้นแกว่งในกรอบ sideway หรือในกรอบระหว่าง 220-237 บาท คาดว่าจะยังไม่มีทิศทางชัดเจนจนกว่าจะแกว่งออกจากกรอบ แนะนำเก็งกำไรในกรอบดังกล่าวไปก่อน ส่วนจุดตัดขาดทุนจะอยู่ที่ 219 บาทบริษัท สยามแก๊ส แอนด์ ปิโตรเคมีคัลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SGP ระบุว่า บริษัทได้มีการเพิ่มทุนจดทะเบียนและเรียกชำระแล้วจอง บริษัทย่อย คือ FAR EAST PETROLEUM SDN. BHD. (FAR EAST) จากทุนจดทะเบียน 400,000 ริงกิตมาเลเซีย และบริษัทถือหุ้น 100% ของทุนจดทะเบียน เป็น 10,000,000 ริงกิตมาเลเซีย โดยบริษัทมีแผนที่จะลงทุนทาธุรกิจจาหน่ายผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีและคลังเก็บในประเทศมาเลเซีย, หลังจากที่เราได้มีการขยายสาขาลงไปในพื้นที่ในภาคใต้ ซึ่งถือเป็นพื้นที่เป้าหมายใหม่ที่เรายังไม่มีสาขาลงไปให้บริการลูกค้า กระแสตอบรับดีมาก และถือเป็นตัวแปรสำคัญที่ช่วยผลักดันสินเชื่อในช่วง ไตรมาส 3/58 เติบโตประมาณ 60-70% ทำให้เรามั่นใจว่ายุทธศาสตร์การขยายตัวทั่วไทยของเราเดินมาถูกทาง คาดว่าภายในสิ้นปีนี้ยอดปล่อยสินเชื่อของบริษัทจะแตะที่ระดับ 19,000 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นกว่า 50% เมื่อเทียบกับสิ้นปีที่ผ่านมา ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายเดิมที่เราคาดว่ายอดปล่อยสินเชื่อในปีนี้จะแตะที่ระดับ 16,500 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 30% นายชูชาติกล่าวทั้งนี้ การออกและเสนอขายหุ้นกู้ของอินโดรามา เวนเจอร์สในตลาดสิงคโปร์ในครั้งนี้ นับเป็นเหตุการณ์สำคัญของบริษัทการได้รับการสนับสนุนจาก CFIF ถือเป็นการพัฒนาอีกก้าวของตลาดตราสารหนี้ของบริษัทที่ดำเนินกิจการในประเทศไทย ,S50Z15/902.30อย่างไรก็ตาม ในการเพิ่มทุนจดทะเบียนและเรียกชำระแล้วในครั้งนี้ FAR EAST มีผู้ร่วมลงทุน คือ NAS GAS SDN. BHD. (NAS GAS) ซึ่งเป็นบริษัทที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับบริษัท โดย NAS GAS เข้าร่วมลงทุนใน FAR EAST ในสัดส่วน 30% ของทุนชาระแล้วขณะที่โครงการ เค.ซี. คลัสเตอร์ รามอินทรา เฟส 2-จำนวนแปลงทั้งโครงการ 478 แปลง โอนขายให้แก่ลูกค้าของโครงการไปแล้ว 129 แปลง คงเหลือ 349 แปลง ซึ่งในจำนวนแปลงที่คงเหลือ 349 แปลงนั้น แบ่งเป็นบ้านก่อสร้างแล้วเสร็จรอส่งมอบ (100%) จานวน 2 หลัง, ก่อสร้างใกล้แล้วเสร็จรอติดอุปกรณ์ไฟฟ้าและทาสี (มากกว่า 85%) จำนวน 36 แปลง, ก่อสร้างโครงสร้างแล้ว (55-85%) จานวน 227 แปลง, และ ที่ดินเปล่าจำนวน 84 แปลง。

S ราคาปิด 5.85 แนวรับ 5.80 แนวต้าน 6.25อย่างไรก็ตาม ในการเพิ่มทุนจดทะเบียนและเรียกชำระแล้วในครั้งนี้ FAR EAST มีผู้ร่วมลงทุน คือ NAS GAS SDN. BHD. (NAS GAS) ซึ่งเป็นบริษัทที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับบริษัท โดย NAS GAS เข้าร่วมลงทุนใน FAR EAST ในสัดส่วน 30% ของทุนชาระแล้ว SET ภาคบ่ายพุ่งทะลุ 1,400 จุดได้ตามคาด หลังได้รับแรงหนุนจากหุ้นสื่อสารโดยกำหนดชำระดอกเบี้ยจะชำระดอกเบี้ยทุกๆ 6 เดือน ในวันที่ 7 เมษายน และวันที่ 7 ตุลาคม ของทุกปี ตลอดอายุหุ้นกู้ โดยจะเริ่มชำระดอกเบี้ยงวดแรกในวันที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2559 สำหรับวันกำหนดชำระดอกเบี้ยงวดสุดท้ายจะเลื่อนจากวันที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2560 เป็นวันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2560 ซึ่งเป็นวันครบกำหนดไถ่ถอนหุ้นกู้ โดยผู้จัดการการจัดจำหน่ายหุ้นกู้คือธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ,ธนาคารยูโอบี จำกัด (มหาชน),ด้านนายรัฐชัย ภิชยภูมิ กรรมการบริหาร PAE เปิดเผยว่า ธุรกิจให้บริการด้านธุรกิจน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ปิโตรเคมี ยังสามารถขยายตัวได้อย่างต่อเนื่องทั้งในประเทศและภูมิภาคอาเซียน ซึ่งบริษัทมีแผนจะขยายบริการเพิ่มเติมในกลุ่มลูกค้าเดิม โดยปรับปรุงโรงประกอบ และเพิ่มอุปกรณ์เครื่องมือ เครื่องจักร ในการให้บริการ อีกทั้งจะขยายบริการสู่กลุ่มลูกค้าโรงงานอุตสาหกรรมประเภทต่างๆ ที่มีความจำเป็นต้องซ่อมบำรุงระบบเชื้อเพลิงในโรงงาน ตลอดจนศึกษาโอกาสการขยายบริการไปยังประเทศต่างๆในภูมิภาคอาเซียนด้วยเช่นกันอย่างไรก็ตาม คาดผลประกอบการจะเติบโตจากไตรมาสก่อนได้ต่อเนื่อง และดีที่สุดปีนี้ในช่วงไตรมาส 4/58 โดยรายการเดิมยังออกอากาศต่อเนื่องและมีละครเตรียมออกอากาศช่อง 3 จำนวน 2 เรื่อง รวมถึงประเด็นบวกการ M A จำนวน 1 ดีล ภาพการเติบโตเดินหน้าต่อในปีหน้าเมื่อสตูดิโอจำนวน 3 แห่ง ซึ่งคาดว่าจะเสร็จในเดือน ธ.ค.ปีนี้ 1 แห่ง และเดือน เม.ย. 2 แห่งในปีหน้า จะช่วยเพิ่มความสามารถผลิตรายการเพิ่มขึ้นเป็น 20 รายการในปี 2559 จาก 13 รายการในปีนี้MACD ปรับตัวลดลงต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ยในแดนลบ เครื่องมือทางเทคนิคชี้วัดแนวโน้มลงเคลื่อนไหวเหนือแนวโน้มขาขึ้นต่อเนื่อง RSI ปรับตัวเพิ่มขึ้นเหนือระดับ 30,ราคาปิด 57.75 แนวรับ 57.50-56.50 แนวต้าน 58.50-59 , 60-62 ITD (Bt 8.20 เป้าเทคนิค 8.50-8.60 cut loss ถ้าหลุด 7.90)หลังจากปรับตัวขึ้นมาในช่วงก่อนหน้าราคาหุ้นแกว่งตัวพักฐานมาซักระยะก่อนที่ล่าสุดวานนี้จะเริ่มมีจังหวะดีดตัวขึ้นได้แรงอีกครั้งและทะลุแนวต้านบริเวณ 21 บาทด้วยมูลค่าการซื้อขายที่หนาแน่น ขระที่ Indicator ต่างๆ ก็ถือว่าสนับสนุน น่าจะมีโอกาสปรับตัวขึ้นทดสอบแนวต้านต่างๆ ต่อ จึงแนะนำเป็นหุ้นเก็งกำไรกลยุทธ์ที่แนะนำ : ช่วงบ่าย: คาดโมเมมตัมไปได้ถึงใกล้บริเวณแนวต้านถัดไปที่ 1390 จุด อย่างไรก็ตาม จากสัญญาณที่ร้อนแรงในระยะสั้น ทำให้มีโอกาสเผชิญแรงขายทำกำไร ซึ่งหาก SET ต่ำกว่า 1370 จุด จะเป็นสัญญาณที่ชัดขึ้น ซึ่งกรณีนี้ มีแนวรับระยะสั้นถัดไปอยู่ที่ 1365 และ 1360 จุด ส่วนภาพรวม SET ช่วงนี้ เรายังมีมุมมองที่ดีถึงการปรับขึ้นได้ต่อ เพียงแต่มีโอกาสย่อสลับระหว่างทางบ้าง กลยุทธ์ การเก็งกำไร แนะนำขายทำกำไรบางส่วน โดยเฉพาะเมื่อต่ำกว่า 1370 จุดลงมา ทั้งนี้ หุ้นแนะนำตามสัญญาณเทคนิค ได้แก่ CHG (รับ 2.30 ต้าน 2.50 Cut 2.20) โดยผู้ประกอบการที่จดทะเบียน มีความเชื่อมั่นที่ดีมากกว่าผู้ประกอบการรายกลางและรายย่อย ความเชื่อมั่นในภาวะปัจจุบันโดยภาพรวมเพิ่มขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากการปรับเปลี่ยนทีมเศรษฐกิจและรายละเอียดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ชัดเจนขึ้น ความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้นทั้งในด้านยอดขาย การลงทุนต้นทุนประกอบการที่ลดลงสอดคล้องกับราคาวัสดุก่อสร้างที่ปรับตัวลง และการเปิดโครงการใหม่หรือเฟสใหม่เพิ่มขึ้นทั้งนี้อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 22 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 กับมาตรา 5 วรรคสาม และมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ. 2530 ประกอบกับมาตรา 35 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2543 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาขึ้นไว้ ดังต่อไปนี้ทั้งนี้ บริษัทชี้แจงว่า บริษัทมิได้เป็นผู้ให้ข้อมูล และขอปฏิเสธข้อเท็จจริงตามรายละเอียดของข่าวดังกล่าวระยะสั้นมากแกว่งในกรอบ sideway หรือในกรอบระหว่าง 1.60-1.84 บาท คาดว่าจะยังไม่มีทิศทางชัดเจนจนกว่าจะแกว่งออกจากกรอบ แนะนำเก็งกำไรในกรอบดังกล่าวไปก่อน ส่วนจุดตัดขาดทุนจะอยู่ที่ 1.59 บาทSET คาดว่า SET จะมีแนวโน้มแกว่งตัวในกรอบ 1,370-1,385 จุด ดัชนีเป็นแนวโน้มแกว่งตัวขาขึ้น,ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทย (SET) ปิดช่วงบ่าย (7 ต.ค.) ที่ระดับ 1,393.66 จุด เพิ่มขึ้น 22.97 จุด หรือ 1.68% มูลค่าการซื้อขาย 49,806.71 ล้านบาทขณะที่บทวิเคราะห์ บล.ทรีนิตี้ และ บล.เคเคเทรด มีมุมมองต่อทิศทางการดำเนินงานของ TFG ในปี 59 ที่คาดว่าจะกลับมามีกำไรสุทธิ 820-876 ล้านบาท หลังผ่านจุดต่ำสุดในปี 58 ที่ขาดทุนจากซัพพลายไก่ที่เกินความต้องการของตลาด โดยกำไรที่พลิกกลับมาเติบโตในปี 59 นั้นมาจาก TFG ได้เร่งดำเนินการส่งออกเนื้อไก่สดไปยังอียูและญี่ปุ่นที่มีอัตรากำไรต่อชิ้นมากกว่าการจำหน่ายภายในประเทศSAMTEL/20.60 สมาคมแลกเปลี่ยนทองคำและเงินของจีน เปิดเผยว่า ราคาทองคำที่ตลาดฮ่องกงปรับตัวขึ้น 98 ดอลลาร์ฮ่องกง ปิดที่ระดับ 10,620 ดอลลาร์ฮ่องกง/ตำลึงในวันนี้ ราคาดังกล่าวเทียบเท่ากับ 1,145.83 ดอลลาร์สหรัฐ/ทรอยออนซ์ เพิ่มขึ้น 10.57 ดอลลาร์สหรัฐ ที่อัตราแลกเปลี่ยนล่าสุด 1 ดอลลาร์สหรัฐ/7.76 ดอลลาร์ฮ่องกง,พร้อมคาดผลประกอบการปี 58 พลิกกลับเป็นกำไรสุทธิ 6,556 ล้านบาท จากขาดทุนสุทธิ 9,374 ล้านบาท ในปี 57 และเติบโต +23% จากไตรมาสก่อนเป็น 8,078 ล้านบาท จากแรงหนุนของโครงการ Phoenix ที่จะเริ่ม CDO ในช่วงปลายปีนี้ นอกจากนี้ มี Valuation น่าสนใจ โดยซื้อขายระดับ PER 58 เพียง 8.10 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มพลังงานที่ 12.8 เท่าขณะที่ลูกค้าเก่ามีความต้องการสินเชื่อมากขึ้นเช่นกัน เนื่องจากไตรมาส 3 เข้าสู่ฤดูเพาะปลูกพืชผลทางการเกษตร ทำให้มีลูกค้าเข้ามาขอรับสินเชื่อเพิ่ม แม้ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะชะลอตัว อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างสรุปตัวเลขงบการเงิน และรอการตรวจสอบของผู้สอบบัญชี。

Will 2019 see an increased chance for military confrontation in Asia?

Flashpoints and Arms Races to Watch in 2019

In this Friday, April 13, 2018, file photo released by Military News Agency, Taiwan’s President Tsai Ing-wen, second from left, inspects on a Kidd-class destroyer during a navy exercise off the northeastern port of Su’ao in Yilan County, Taiwan. Tsai boarded a navy destroyer to review military drills ahead of planned war games by rival China.

Credit: Military News Agency via AP, File

The 2019 security outlook for Asia, as in past years, is dominated by a number of regional flashpoints that include the Korean Peninsula, the South and East China Seas, as well as the Taiwan Strait, all of which have the potential to trigger a military confrontation. Nonetheless, there appears to be a reduced risk for open military clashes in all of the four cases in the next 12 months.

Simultaneously, 2019 will likely see an intensification of the war in Afghanistan, amid ongoing peace negotiations?and?the suggested withdrawal of 7,000 U.S. troops from the country;?the presidential election scheduled for the spring?may be postponed. Other areas our readers should watch include:?a possible uptick in violence in Jammu and Kashmir as a result of the 2019 Indian general elections (especially in combination with large-scale, ostensibly Pakistani-sponsored terror attacks, which might compel Indian Prime Minister Narendra Modi to retaliate more forcefully in 2019 than in a non-election year), the usual chance of South Asian border disputes getting out of control, ?and increased naval competition between India, China, and Pakistan in the Indian Ocean. Naval competition is especially noteworthy as all three states are in the process of fielding, or already have deployed, nuclear-armed submarines.

Overall, 2019 will see a general diffusion of military capabilities in the Indo-Pacific region without any single state being capable of dominating the region militarily. While China will remain the region’s top military power, it qualitatively still cannot compete with the much smaller South Korean and Japanese militaries, let alone U.S. forces. In turn, the United States is no longer capable of militarily dominating the region as it had during the 1990s and 2000s. Consequently, an uneasy balance of power is expected to prevail in the region.

Flashpoints

First, should North Korea continue to refrain from further testing of nuclear weapons or long-range missiles, 2019 will most likely be dominated by summit diplomacy with North Korean leader Kim Jong Un possibly parlaying face-to-face with Russia’s Vladimir Putin, Japan’s Shinzo Abe, South Korea’s Moon Jae-in, and the United States’ Donald Trump.? Conversely, a major known unknown will be the reaction of the U.S. president once it will become clearer in 2019 that Pyongyang will not relinquish its nuclear deterrent.

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

Second, while the United States, along with its regional allies and partners, will continue to carry out freedom of navigation operations (FONOP)?challenging excessive maritime claims in the South China Sea that will draw the ire of Beijing, the Association of Southeast Asian Nations (ASEAN) and China are expected to complete the first draft of a South China Sea Code of Conduct in 2019. Following a steady Chinese military buildup in the contested waters over the past years, an uneasy military stalemate will likely continue to hold throughout the next 12 months.

Third, after tensions between China and Japan in the East China Sea spiked in 2012, last year saw a number of Chinese intrusions into Japan’s contiguous marine zone. Yet, the past 14 months have nevertheless seen a marked diffusion of bilateral tensions — a trend expected to continue into 2019. Both countries will push on with the implementation of East China Sea crisis management and communication mechanisms, officially agreed to in December 2017. Chinese President Xi Jinping will also make his first official visit to Japan in June 2019.

Fourth, while China has stepped up its military pressure on Taiwan throughout 2018, including long-range bomber patrols?and naval exercises in close vicinity to the island (the People’s Liberation Army openly seeks readiness to invade Taiwan by 2020), a cold peace between Taipei and Beijing is likely to prevail throughout 2019. Nonetheless, the Taiwan Travel Act, a U.S. law enacted to revitalize reciprocal visits between the U.S. and Taiwan by high-level government officials and signed into law in 2018, as well as a $1 billion U.S. arms package for Taiwan, is bound to increase tensions throughout 2019.

The 2019 Arms Races

All Asian powers are expected to continue their military modernization programs throughout 2019 with six regional states likely making the 2019 top 10 global military spenders’ list. Here are several military hardware developments worth keeping an eye on:

First, India is expected to induct its most advanced nuclear-capable intercontinental ballistic missile (ICBM), the Agni-V,?to date in the first quarter of 2019. With its increased range and accuracy, the introduction of this new weapon system could pose a problem for long-term strategic stability in Asia. India is also expected to conduct its first real nuclear deterrence patrol in 2019. Long term strategic stability could be further undermined by Pakistani efforts to field a submarine-launched cruise missile (the Babur-3) and a medium-range ballistic missile?fitted with multiple independently targetable re-entry vehicles, or?MIRVs.

Second, China will continue to produce units composed of one of the region’s most advanced long-range air defense system, the Russian-made S-400?Triumf?(NATO reporting name: SA-21 Growler)?into service, which will significantly boost the People’s Liberation Army anti-access capabilities, especially around Taiwan. (Taipei, meanwhile, will continue its development of an indigenous submarine force ?as well as push for the sale of F-35Bs.) China’s first domestically designed and built aircraft carrier, the Type 002 (CV-17), could also enter service as early as the fourth quarter of 2019 further boosting China’s blue water navy capabilities. Notably, the next 12 months may also witness the first operational deployment of a hypersonic glide vehicle (HGV), the DF-17, with significant implications for strategic relations in Asia.

Third, Russia is back as a major military power in the Asia-Pacific. In 2019, the Russian Eastern Military District — the military arm responsible for operations across the Pacific — is expected to receive more than 6,240 pieces of new and upgraded military equipment. 2019 will likely see the delivery of the nuclear-powered ballistic missile submarine Knyaz Vladimir, the Russian Navy’s first upgraded Project 955A?Borei II-class boomer, to the Pacific Fleet. ?Russia’s Strategic Missile Forces are also slated to receive their first HGV in 2019. Additionally, the first batch of Sukhoi Su-57 fighter aircraft, Russia’s first indigenously designed and built fifth-generation stealth fighter jet, is expected to be be delivered to the Russian Air Force in late 2019. Finally, Russia is expected to commission its largest nuclear-powered icebreaker in 2019, whose primary mission will be to clear passages for ship traffic on the Northern Sea route, which runs along the Russian Arctic coast from the Kara Sea to the Bering Strait.

Fourth, the air forces of Australia, Japan, and South Korea will also continue to induct their fleets of F-35A Lightning II Joint Strike Fighters in 2019. These aircraft will primarily serve as platforms for long-range air-to-surface/air-to-air standoff missiles. The Diplomat readers should pay special attention to these weapons systems as they will be an important factor in determining the military balance in East Asia and beyond. Other noteworthy developments to keep an eye on in 2019 are bilateral drills involving Japan’s recently stood up Amphibious Rapid Deployment Brigade, South Korea’s continuous development of its?Kill-Chain pre-emptive strike capabilities, and Australia’s SEA 1000 Future Submarine Program.

Another important development to follow will be Japanese deliberations over the procurement of?vertical or short takeoffs and vertical landings F-35Bs and to convert the?Izumo-class of helicopter destroyers into full-fledged aircraft carriers to accommodate the new aircraft. Additionally, readers should pay special attention to Vietnam’s defense deals in 2019. Russia and Vietnam are in final talks over the purchase of 24 Su-35S “Flanker-E” multirole fighter jets — assumed to be delivered in two batches of 12 — with details of the contract reportedly finalized during the visit of Russian Defense Minister Sergei Shoigu to Hanoi in January 2018. Negotiations over the acquisition of two S-400?Triumf? batteries are purportedly also at an advanced stage.

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

The United States is expected to maintain a similar force posture in the Asia-Pacific as in 2018 with no major changes save for the deployment of an additional three-ship amphibious ready group (ARG) into the region. Additionally, the U.S. will maintain its continuous bomber presence mission as well as its only forward-deployed? Nimitz-class supercarrier, along with no significant increase or decrease of U.S. ground forces in the Asia-Pacific region. Notably, however, the U.S. could quietly begin negotiating with Japan and South Korea over the deployment of future U.S. ground-launched ballistic and cruise missiles on their territories following the termination of the INF treaty, which could make 2019 a particular eventful year for nuclear diplomacy in Asia. 2019 will also likely see the first deployment since 2017 of a Littoral Combat Ship to the region.

While next year will not see a Rim of the Pacific Exercise (RIMPAC), and scaled down Foal Eagle and Key Resolve exercises, The Diplomat readers should follow the first ever tri-services joint exercises between India and the United States in 2019, the first ASEAN-U.S. Maritime Exercise, ?as well as the annual iterations of the Russia-China “Peace Mission” and “Joint Sea” military drills. Interestingly, the 23rd rendition of the Malabar naval exercise, involving aircraft and ships from Indian Navy, the U.S. Navy, and the Japan Maritime Self Defense Force, is expected to take place in Japanese waters for the first time in 2019.

Outlook

Notably, the absence of a single dominating regional military power in combination with the proliferation of advanced military capabilities in the Asia-Pacific region increases the chances of miscalculation when it comes to assessing the costs and benefits of limited war. The Asia-Pacific region will remain the most militarized region in the world in 2019. The three largest defense budgets in the world are in countries with significant military assets in the region:?the United States, China, and Russia.

This should not distract from the optimistic outlook that 2019 will likely see a reduced risk for military confrontation. The Diplomat readers should, however, keep in mind: Despite our best efforts, the next major military confrontation in the Asia-Pacific, like most military conflicts, will almost certainly come as an apparent surprise and when least expected.

Franz-Stefan Gady is a Senior Editor with the The Diplomat and Senior Fellow with the East West Institute. He tweets @hoanssolo.?