The Debate

ประกาศ ผล สลากกินแบ่ง รัฐบาล สด: The Debate on U.S.-China Relations: Make Room, Make Way, or Make Hay

918kiss 77777,ทั้งนี้ บริษัทจะนำเงินเพิ่มทุนที่ได้ไปใช้สำหรับ,ประเด็นสหรัฐฯ สำคัญที่ต้องติดตามในคืนวันที่ 6 ต.ค. (เวลาไทย)、หวย ออก ย้อน หลัง 3 ปี、ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วานนี้ (5 ต.ค.58) จากข้อมูลการซื้อขายหุ้นรายวันผ่านไทย เอ็นวีดีอาร์ ซึ่งเป็นดัชนีหนึ่งที่สะท้อนการซื้อขายของนักลงทุนต่างชาติ พบว่าหุ้นที่มีการซื้อสุทธิมากที่สุด 30 อันดับแรก หากพิจารณาจากจำนวนหุ้นที่ซื้อสุทธิ ได้แก่,แนะนำซื้อ FORTH โดยมีแนวรับที่ 8.10 และ 8.05 และมีแนวต้านที่ 8.50 และ 8.65 เป็นจุดขายทำกำไร ดาวโจนส์ปิดพุ่งกว่า 300 จุด! รับคาดการณ์เฟดยังไม่ขึ้นดบ.ข้อมูลที่ POLAR ต้องจัดส่งและชี้แจง อาทิโดยในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา บริษัทมียอดขายที่ 1.5 หมื่นล้านบาท จากภาวะเศรษฐกิจไทยมีการชะลอตัว ทำให้ความมั่นใจลดลงและส่งผลให้การตัดสินใจซื้อชะลอตัวกระทรวงพาณิชย์ เสนอหนังสือแลกเปลี่ยนรับรองการเปลี่ยนแปลงพิกัดศุลกากรของตารางภาษีศุลกากรความตกลงการค้าเสรีไทย-ชิลี, รายงานการขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ หรือ จีทูจี กับ NFA รัฐบาลฟิลิปปินส์, ดาวโจนส์ปิดพุ่งกว่า 300 จุด! รับคาดการณ์เฟดยังไม่ขึ้นดบ.ราคาหุ้นปรับตัวลงมาค่อนข้างลึกและเร็วในช่วงก่อนหน้า ขณะที่ล่าสุดวานนี้เริ่มส่งสัญญาณกลับตัวโดยการดีดกลับขึ้นมาได้ค่อนข้างแรง ขระที่ Indicator ต่างๆก็ส่งสัญญาณ Bullish Divergence น่าจะมีโอกาสลุ้นปรับตัวขึ้นทดสอบแนวต้านต่างๆต่อและเป็นจังหวะเก็งกำไรได้ทั้งนี้ ดอลลาร์ปรับเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบเงินเยน ท่ามกลางคาดการณ์ที่ว่า BOJ จะประกาศนโยบายผ่อนคลายทางการเงินเพิ่มเติมในการประชุมที่มีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 6-7 ต.ค.นี้ เพื่อช่วยให้เศรษฐกิจของญี่ปุ่นฟื้นตัวจากภาวะถดถอยการผ่อนคลายนโยบายการเงินของ BOJ มีแนวโน้มจะทำให้เงินเยนอ่อนแรงลงเมื่อเทียบดอลลาร์ เนื่องจากจะลดความน่าดึงดูดใจของเยนสำหรับนักลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนสูง ECL คาดสรุปทำ Business Due Diligent กับ PFS ใน Q4/58 COM7 พุ่งเกือบ 6% รับอานิสงค์เข้าสู่ยุค 4G เก็งโกยรายได้ iPhone 6s- 6s plus , ก.ล.ต. ไม่อนุญาตให้ POLAR ขายหุ้นเพิ่มทุน PP-สั่งชี้แจงด่วนทั้งนี้ กกร. จะเร่งผลักดันดำเนินการแก้ไขกระบวนการภาครัฐที่ยังเป็นอุปสรรคต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคเอกชน รวมทั้งปัจจัยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในด้านต่างๆให้นำไปสู่การปฎิบัติจริงให้เร็วที่สุด ขับเคลื่อนผ่านคณะกรรมการ Competitiveness ของ กกร. โดยจะทำงานร่วมกับกลไกภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อส่งเสริมศักยภาพในการแข่งขันของภาคธุรกิจ เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อภาคเอกชน ภาคประชาชนและการขับเคลื่อนประเทศสำหรับคำแนะนำการลงทุนในช่วงในเดือนตุลาคมนี้ จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงหุ้นแนะนำ โดยล่าสุดมีทั้งสิ้น 18 บริษัท ได้แก่ IRPC, IFEC, BLA, TCAP, KKC, PTTGC, VNG, WHA, BANPU, IVL, SYNEX, SUPER, QH, SCB, CEN, MCS, PTT, EVERSANKOแนวต้าน 1.70-1.80 แนวรับ 1.58 Stop Loss หากต่ำกว่า 1.50 บาท。

ปตท. เป็นองค์กรพลังงานไทยข้ามชาติ ประกอบธุรกิจน้ำมันครบวงจรและก๊าซธรรมชาติในประเทศไทย ที่มีกระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ จึงมีความสำคัญในเชิงกลยุทธ์และเป็นตัวจักรสำคัญของรัฐบาลในการขับเคลื่อนนโยบายที่เกี่ยวกับการพัฒนาและความมั่นคงทางพลังงานของประเทศสำหรับคำแนะนำการลงทุนในช่วงในเดือนตุลาคมนี้ จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงหุ้นแนะนำ โดยล่าสุดมีทั้งสิ้น 18 บริษัท ได้แก่ IRPC, IFEC, BLA, TCAP, KKC, PTTGC, VNG, WHA, BANPU, IVL, SYNEX, SUPER, QH, SCB, CEN, MCS, PTT, EVERLIVE ราคาปิด 0.81SET : ขึ้นได้ แต่ไม่น่าไปไกล,อนึ่ง ก่อนหน้านี้ นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า การจ้างงานจะเพิ่มขึ้น 200,000 ตำแหน่งในเดือนก.ย. และอัตราการว่างงานจะอยู่ที่ระดับ 5.1% 2.1 มีระยะห่างจากเขตโรงงานน้ำตาลที่ได้รับอนุญาตไว้แล้วไม่น้อยกว่า 50 กิโลเมตร โดยการวัดระยะเป็นเชิงเส้นตรงทั้งนี้ ทดม.มีระบบการระบายน้ำฝนแบบระบบปิด โดยเป็นการสูบระบายน้ำจากสถานีสูบน้ำที่ตั้งอยู่รอบ ทดม.ทั้งหมด 12 สถานี สามารถระบายน้ำได้ 48,840 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง รวมกับสถานีสูบระบายน้ำของกองทัพอากาศ (ทอ.) จำนวน 2 สถานีที่สามารถสูบระบายน้ำได้อีก 26,500 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง และบ่อเก็บน้ำทางด้านทิศเหนือของ ทดม.สามารถรับน้ำได้ 1.2 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งในภาวะปกติจะคงน้ำไว้ 3 แสนลูกบาศก์เมตร,Cut loss : 9.90 TWPC คาดปี 58 รายได้โตเกือบ 10% โตต่อเนื่องในช่วง 1-3?กราฟ ASEFA สร้างรูปแบบกะทะหงายชัดเจน สนับสนุนด้วย Stoch ที่กำลังตั้งท้องเป็นสัญญาณสะสมหุ้นรอบใหญ่ โอกาสในการวิ่งขึ้นจะไปได้ไม่น้อยกว่า 5.10 บาทราคาตรงนี้ตามเทคนิคจะเป็นไม้แรกของรอบใหม่ ของดีราคาไม่แพงควรมีติดมือไว้บ้าง นึกถึงสีฟ้า นึกถึง ASEFAส่วนข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดของสหรัฐที่มีการเปิดเผยเมื่อวานนั้น กระทรวงพาณิชย์สหรัฐรายงานว่า ตัวเลขการขาดดุลการค้าของสหรัฐพุ่งขึ้น 15.6% ในเดือนส.ค. สู่ระดับ 4.833 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับสูงที่สุดนับตั้งแต่เดือนมี.ค. โดยได้รับผลกระทบจากการแข็งค่าของดอลลาร์, ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ดิ่งลง และการขยายตัวที่ซบเซาในต่างประเทศ ขณะที่กระทรวงพาณิชย์ยังระบุว่า การส่งออกลดลง 2% ในเดือนส.ค. สู่ 1.851 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนต.ค.2012 ขณะที่การนำเข้าเพิ่มขึ้น 1.2% สู่ 2.334 แสนล้านดอลลาร์เดินหน้าได้ตามสัญญาณซื้อที่เกิดในกราฟ 60 นาที แต่เครื่องมือกลับขึ้นมาในเขต Overbougth จึงมองว่าไม่น่าไปไกล แนะนำทยอยทำกำไรออกมาก่อน โดยปรับ แนวต้านขึ้นเป็น 1368 และ 1376 จุด อ่อนตัวระหว่างวันตั้งรอได้ที่แนวรับ 1356และ 1348 จุด synergy หลังควบรวมจะเกิดความแข็งแกร่งทั้งด้านการวิจัยและพัฒนาสินค้า( R D) เทคโนโยลีการผลิต ซึ่งใน 3-6 ปีข้างหน้า การเติบโตของบริษัทจะขยายใยประเทศ AEC ขณะนี้อยู่ระหว่างศึกษาในเวียดนาม เขมร พม่า ซึ่งก็จะเป็นทั้ง partnership และ joint venture ซึ่งการโตของปี 2016 ก็จะชัดเจนแบบนี้ นายโฮ เรน ฮวา กล่าว,สำหรับปัจจัยที่สนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในขณะนี้จะมาจากภาคการท่องเที่ยวที่ยังจะช่วยผลักดันเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องจนถึงปีหน้า แม้ว่าสัดส่วนภาคท่องเที่ยวจะคิดเป็นเพียง 10% ของ GDP ก็ตาม โดยภาคท่องเที่ยวไทยเติบโตจากนักท่องเที่ยวชาวจีนเป็นหลัก ซึ่งจำนวนนักท่องเที่ยวจีนในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมาเติบโตได้ 100% และจะส่งผลไปถึงปีหน้าอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีการลงทุนภาครัฐและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆที่จะออกมาเข้ามาช่วยขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจไทย、วิเคราะห์ ผล บอล สด คืน นี้、แนะนำซื้อ UREKA โดยมีแนวรับที่ 1.18 และ 1.16 และมีแนวต้านที่ 1.30 และ 1.34 เป็นจุดขายทำกำไร , มอง SET บ่ายนี้ Upside จะจำกัด ขณะการประชุมครม.วันนี้ ยังไม่มีปัจจัยหนุนใหม่มากนัก มองกรอบบ่ายนี้ 1360-1375BANPU ซื้อ ราคาหุ้นมีจังหวะฟื้นตัวขึ้นด้วยรูปแบบ Triple Bottom พร้อมปริมาณการซื้อขายหนาแน่น สอดคล้องกับเครื่องมือชี้ทิศทาง DI+ ที่พุ่งชี้ขึ้น เป็นสัญญาณซื้อเก็งกำไร มีแนวต้านแรกที่ 21.50 บาท และถัดไปที่บริเวณ 22.00 บาท。

Three recent papers attempt to look at the next stage of the world’s most important relationship.

The Debate on U.S.-China Relations: Make Room, Make Way, or Make Hay
Credit: The White House

The Asia security field is a crowded one these days, and that is a good thing. The region is confronting a number of destabilizing threats: disputes over islands in the South and East China Seas, weak governance in several Southeast Asian nations, and continuing?uncertainty over North Korea’s intentions and capabilities, among others. All are long-term, ongoing challenges, and the more ideas that get out there about how to manage these issues, the better.

No issue gets as much attention, however, as the U.S.-China relationship and what it means for regional security. For most, it boils down to whether the era of U.S. primacy is over. If it is, what should the next stage look like and how does China fit in? If not, how does the United States preserve its role as the fundamental security guarantor in the region and how does China fit in?

Three recent, thoughtful reports/papers attempt to address this question: the first, “Revising U.S. Grand Strategy Toward China”?by my CFR colleague Robert Blackwill and Carnegie Endowment scholar Ashley Tellis; the second, “The Future of U.S.-China Relations Under Xi Jinping: Toward a New Framework of Constructive Realism for a Common Purpose”?(pdf)?by former Australian Prime Minister Kevin Rudd; and the third, “Beyond American Predominance in the Western Pacific: The Need for a Stable U.S.-China Balance of Power”?by Carnegie Endowment scholar Michael Swaine. Each adopts a different approach and arrives at different conclusions, although the Rudd and Swaine analyses are largely compatible. Blackwill and Tellis explicitly seek to develop a roadmap for continued U.S. primacy in the Asia Pacific. Rudd and Swaine, in contrast, argue that such an effort is unrealistic, even harmful, given the realities of U.S. commitments and domestic politics, as well as China’s intentions and growing capabilities. Both Rudd and Swaine seek to have the United States and China sacrifice near-term interests for a longer-term greater good. However, Rudd places a much greater burden of compromise on the United States, while Swaine is more even-handed in his call for accommodation by both sides.

I was most eager to read the Rudd report. I have heard the former prime minister speak on a number of occasions and have always been impressed by his insights. In his report, Rudd assumes the role of peacemaker—trying to bridge the gap between the “private or semi-private narratives each side [the United States and China] may have about the other.” Although ostensibly designed to speak equally to Chinese and U.S. policymakers, the report is, for the most part, designed for a U.S. audience—explaining China and the Chinese perspective to Americans and offering recommendations for Washington.

Rudd’s argument is premised on his belief that Chinese President Xi Jinping is someone with whom the United States can work, that he is prepared to take calculated risks, and that there is now a window in China for Washington and Beijing to strike a grand bargain. According to Rudd, it is up to the United States to use this space as creatively as possible, while it lasts. While this is an appealing narrative, the report does not make?clear why Rudd believes this. Rudd also leaves the reader hanging when he asserts that China will become a more active participant in the reform of the global rules-based order and that it will bring a “new, forthright Chinese voice in the world.” It would have been helpful had the prime minister explained whether this voice will mean more Air Defense Identification Zones or more Asian Infrastructure Investment Banks or both. The implications for the region are vastly different.

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

There are also some off-putting notes. Rudd begins by announcing that the Chinese economy will continue to thrive, noting: “Sorry, but on balance, the Chinese economic model is probably sustainable.” It is an awkward pronouncement that assumes that Americans want the Chinese economy to fail—something very few Americans, in fact, desire. (What Americans do want is a thriving Chinese economy that offers a fair and open trade and investment environment.)

While bold and fun to read, Rudd’s analysis of Xi’s presidency and the potential for significant new cooperation with the United States—should only the United States?seize the moment—ultimately falls short because it is difficult to find the evidence to support it. Xi may well have the political capital to strike a grand bargain, but Rudd’s faith in him notwithstanding, it remains unclear that he wants one.

The lack of demonstrable Chinese interest in a more accommodating regional security posture makes me initially sympathetic to the dominant theme of the Blackwill and Tellis report. As Blackwill and Tellis note, the current Chinese leadership has offered little indication—either in words or action—that it does not have as its endgame supplanting the United States as the regional hegemon. However, the report adopts such an uncompromising stance on any potential for the United States and China to find common ground that it loses me along the way. There is a built-in assumption that China necessarily wants to supplant the United States—not simply this regime at this moment in time. Such a deterministic understanding of Chinese politics and interests ignores ongoing debates within the country and the potential for new understandings to emerge

The recommendations (as in the Rudd report) run several pages, and for the most part, they represent a coherent strategy for the United States. Blackwill and Tellis have flipped the current hedging strategy from its emphasis on engagement with limited containment to containment with limited engagement. Much paper is devoted to strengthening military and economic ties with our allies. Still, it is difficult to understand, at times, how the containment and engagement will all work together—for example, “agreeing on enhanced security confidence-building measures between the two sides” while the United States establishes a new technology-control regime and levies an across-the-board tariff on Chinese economic goods in response to Beijing’s cyberattacks. Whatever its weaknesses, however, the report raises appropriate alarm bells concerning the challenge that many current Chinese economic and security behaviors pose for U.S. interests and the necessity of addressing them directly.

Ultimately, I thought the quietest piece—the one released with the least fanfare—was the most thought-provoking and compelling. Swaine offers a reasonably even-handed assessment of both the U.S. and PRC perspectives and tackles head on the problem that Beijing and Washington have concerning “clashing assumptions and beliefs about the requirements for continued order and prosperity in Asia.” He also identifies several very specific areas for potential cooperation, including the Korean Peninsula, Taiwan, and the management of maritime territorial disputes, and then proceeds to lay out how actual progress might be realized through various trade-offs. For example, he suggests that the United States halt arms sales to Taiwan in return for credible assurances by Beijing that it will not use force against Taiwan (except in the case of a dejure declaration of independence) and acceptance that unification would be peaceful and must involve the consent of people of Taiwan. One can agree or not with all of Swaine’s analysis or prescriptions, but in a much shorter piece, he takes the reader deeper and farther into understanding the challenges at hand and the potential roadmap for resolution.

Elizabeth C. Economy is?C.V. Starr Senior Fellow and Director for Asia Studies at the Council on Foreign Relations. She is an expert on Chinese domestic and foreign policy and U.S.-China relations and author of the award-winning book,?The River Runs Black: The Environmental Challenge to China’s Future.?This post appears courtesy of?CFR.org?and?Forbes?Asia.