Features | Security

19 รับ 100 ล่าสุด1️⃣LOOK618: Flashpoints and Arms Races to Watch in 2019

ดู สลากกินแบ่ง รัฐบาล งวด ล่าสุด,สำนักข่าวอินโฟเควสท์รายงานว่าค่าเงินยูโรแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบดอลลาร์สหรัฐที่ระดับ 1.1280 ดอลลาร์สหรัฐ จาก 1.1276 ดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่เงินปอนด์เพิ่มขึ้นที่ 1.5375 ดอลลาร์สหรัฐ จากระดับ 1.5334 ดอลลาร์สหรัฐทั้งนี้ บริษัทประเมินกำไรขั้นต้นในปีนี้จะอยู่ใกล้เคียงกับปีก่อนที่ 12.66% และในปี 59 อัตรากำไรสุทธิของบริษัทจะมีโอกาสปรับเพิ่มขึ้นอีก 1-2% จากการรับรู้รายได้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ให้กับฟอร์ดและผลิตชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าให้กับแคนนอนเต็มที่ตลอดทั้งปี , หุ้นแนะนำภาคบ่าย: เก็งกำไร KTB (คาดราคาตอบสนองการตั้งสำรองที่สูงไปแล้ว, เป้าทางกลยุทธ์ 19.00-19.50 ตัดขาดทุน 17.70), TPIPL (คาดมีแรงซื้อจากการน่าที่จะถูกบรรจุเข้า SET50 และรับรู้ขายไฟ 55MW ครึ่งปีหลัง, เป้าทางกลยุทธ์ 3.00 ตัดขาดทุน 2.70 บาท) เก็บ KBANK ปลอดภัยสุดกลุ่มแบงก์ ธุรกิจ bancassurance แข็งแกร่งหนุนรายได้ SET : ค่อยเป็นค่อยไปโดยผู้บริหารบริษัท KTIS กล่าวว่า บิ๊กล็อตมูลค่ากว่า 6,000 ล้านบาทเป็นเพียงการขายตามสัญญาที่ระบุไว้ในหนังสือชี้ชวนในการเสนอขายหุ้นให้ประชาชนครั้งแรก (ไอพีโอ) โดยนางหทัย ศิริวิริยะกุล สัญญาว่าจะขายหุ้นให้บริษัท 3 เอส โฮลดิ้ง สัดส่วน 25% ซึ่งในวันนี้ขายให้อีกจำนวน 7,000,001 หุ้น เพื่อให้ครบ 25% และส่วนที่เหลือจำนวน 482 ล้านหุ้นนั้น นางหทัยขายให้บริษัท หทัยจรูญเอกโอลดิ้ง เพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ซึ่งจะต้องขายอีกหลายล็อตเพื่อให้ครบ 35% ตามสัญญา Opportunity Day: (11 มิ.ย.) SUPER MTLS COLOR BTS TKT คาดแกว่งขึ้นในกรอบ 1,490-1,520 จุด หุ้นไทยได้รับปัจจัยบวก ปัจจัยต่างประเทศทั้งราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นหนุนบรรยากาศเก็งกำไรหุ้นพลังงาน และการที่ MSCI ตัดสินใจยังไม่เพิ่มหุ้น China A-Shares เข้าไปในดัชนี MSCI Emerging Market ช่วยลดความกังวลน้ำหนักตลาดหุ้นเกิดใหม่จะถูกลดและโยกไปยังหุ้นจีน ช่วงบ่ายเราคาดตลาดยังอยู่ในช่วงบวก โดยคาดคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งน่าจะเป็นปัจจัยบวกระยะสั้นหนุนจิตวิทยากลุ่มธนาคารพาณิชย์ ซึ่งโมเมนตัมการเก็งกำไรกลุ่มนี้จะต่อเนื่องมากหรือน้อย ขึ้นกับการประกาศรายการย่อแสดงสินทรัพย์และหนี้สินธนาคารพาณิชย์รายเดือน (ธ.พ.) ในช่วงเย็นนี้ ของ TISCO ซึ่งหากออกมาดีจะหนุนบรรยากาศการเก็งกำไร ขณะที่หากกนง. ตัดสินใจลดดอกเบี้ยนโยบายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เราคาดหุ้นธนาคารอาจลดเพียงเล็กน้อย แต่จะเป็นโอกาสซื้อที่ดี โดยรวมเรามองหาจังหวะซื้อในหุ้นกลุ่มธนาคาร อสังหาริมทรัพย์ ท่องเที่ยว และอาจเก็งกำไรแบบกำหนดจุดตัดขาดทุน ในหุ้นพลังงานตามราคาน้ำมันดิบ (แนวต้าน: 1,510-1,520 // แนวรับ: 1,490 และ 1,497)การกระทำข้างต้นเข้าข่ายเป็นการสร้างราคาหุ้น TYM เป็นความผิดตามมาตรา 243(1) ประกอบมาตรา 244 และมาตรา 243(2) แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 ประกอบมาตรา 83 แห่งประมวลกฎหมายอาญา เนื่องจากบุคคลทั้ง 9 รายยินยอมเข้ารับการเปรียบเทียบ คณะกรรมการเปรียบเทียบจึงได้เปรียบเทียบปรับ เป็นเงินรายละ 1,718,816.18 บาท ทั้งนี้ สำหรับบุคคลที่ไม่ยินยอมเข้ารับการเปรียบเทียบ ก.ล.ต. จะดำเนินการทางกฎหมายต่อไป,โดยการปล่อยสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์นั้น จะเน้นการปล่อยให้กับลูกค้าเดิมก่อน ซึ่งจะคัดเลือกแต่ลูกค้าชั้นดี เพื่อที่จะควบคุมหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ให้อยู่ในระดับ 1.5% ซึ่งช่วงแรกๆ ก็จะเป็นเพียงการทดลองตลาดก่อนยังจะไม่บุกมากนัก เพราะการปล่อยสินเชื่อในรูปแบบเดิมก็ยังมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องอยู่สำหรับลูกค้าหลักของบริษัทเป็นกลุ่ม บมจ.ปตท.(PTT) ได้แก่ PTT, บมจ.ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม(PTTEP) ,บมจ.ไออาร์พีซี(IRPC), กลุ่มเชฟรอนในไทย โดยส่วนใหญ่เป็นฐานลูกค้าของบริษัทที่จะป้อนงานเข้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยจะเน้นงานด้านอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและน้ำมันทั้งหมด ,แถลงการณ์ทางเว็บไซต์ระบุว่า MSCI คาดว่าการรวมหุ้น A-shares ของจีนไว้ในการคำนวณดัชนีสำคัญๆระดับโลกนั้น จะเกิดขึ้นเมื่อประเด็นดังกล่าวได้รับการแก้ไข และบริษัทวางแผนที่จะจัดตั้งคณะทำงานร่วมกับคณะกรรมการกำกับดูแลหลักทรัพย์ของจีนเพื่อจัดการกับประเด็นเหล่านี้JAS มูลค่าการซื้อขาย 2,045.12 ล้านบาท ปิดที่ 6.15 บาท ไม่เปลี่ยนแปลงSF/6.00 ราคาทรงตัว แต่เครื่องมือฟื้นตัว ทำให้ไม่น่าลงลึกกว่านี้ คาดจะขยับขึ้นต่อตามแรงซื้อที่เข้ามาได้ เก็งกำไร แนวรับ 5.90 แนวต้าน 6.20-6.30 cut loss 5.80 บ.ดู สลากกินแบ่ง รัฐบาล งวด ล่าสุด、ราคาปิด 13 แนวรับ 12.7-12.5 , 12 แนวต้าน 13.20-13.50ทั้งนี้ JMART แจ้งว่าที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทวันนี้ อนุมัติการขายหุ้นใน JMT ให้แก่ PP จำนวนรวมไม่เกิน 50 รายซึ่งไม่เป็นบุคคลที่เกี่ยวโยงกัน โดยวิธีการซื้อขายผ่านระบบการซื้อขายของตลาดหลักทรัพย์ ส่งผลให้คงเหลือการถือหุ้นใน JMT จำนวน 55.88% จากเดิม 65.88% ซึ่งบริษัทจะได้รับเงินจากการขายหุ้นครั้งนี้จำนวน 525.40 ล้านบาท ซึ่งบริษัทจะนำเงินไปชำระคืนเงินกู้ยืม และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในกิจการSMTทะลุกรอบรูปแบบ Bullish Flag ปิดที่ระดับสูงสุดของวันพร้อมปริมาณการซื้อขายสูงสนับสนุนในจังหวะ Breakout แนวต้านแรกที่ 11.30 บาท และเป้าหมายระยะกลางที่ 12.20 บาทนอกจาก SET50 Call แล้ว นักลงทุนบางส่วนยังให้ความสนใจ DW บนหุ้นอ้างอิงอื่นๆ โดยข้อมูลการซื้อขาย DW28 ระบุว่านักลงทุนซื้อสุทธิ PSL28C1509A 2.9 ล้านหน่วย ITD28C1509A 1.6 ล้านหน่วย เป็นต้น ขณะที่ขายสุทธิบน DW หลายกลุ่มเช่นกัน นำโดย PTT28C1508A 10.4 ล้านหน่วย ITD28C1510A 3.9 ล้านหน่วย และ S5028P1506A 1.6 ล้านหน่วย ตามลำดับ ทั้งนี้ บริษัทวางเป้าหมายยอดขายต่างประเทศเพิ่มเป็น 5% ภายใน 3 ปีนี้ จากปัจจุบันมีสัดส่วนไม่ถึง 1% และมองโอกาสขยายธุรกิจไปยังประเทศอื่นๆ ในกลุ่ม CLMV อีก เช่น พม่า และเวียดนาม จากเดิมที่มีตลาดอยู่ในลาวและกัมพูช แล้ว นอกจากนี้วางงบลงทุนด้านการตลาดปีนี้ไว้ราว 40-50 ล้านบาท ซึ่งจะใช้ในเรื่องการโปรโมทสินค้าวีแคร์ผ่านสื่อออนไลน์ ,สื่อบนสถานีรถไฟฟ้า BTS และสื่อนอกบ้าน (Out of Home) รวมไปถึงการทำเวิร์คช็อป, โรดโชว์ เป็นต้นมูลค่าการซื้อขายใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์(Total DW Turnover) 831.12 ล้านบาทด้านกราฟจะเห็นราคาหุ้นลงต่ำ แต่การฟอร์มตัวจินตนาการได้เป็น W-shape หากเป็นงั้นราคาตรงนี้คือจุดต่ำสุด และถ้ากระชากตัวไปลิ่งที่ 1.90 บาท จะทำให้โครงสร้างเปลี่ยนเป็นขาขึ้นในทันที ตรงนี้ความเสี่ยงต่ำ ราคา undervalue รอข่าวบวกแรง ต้องซื้อนะตัวเอง。

ขณะที่ไตรมาส 2/58 ภาพรวมอาจจะยังขาดทุนอยู่ แต่ครึ่งปีหลังจะพยายามพลิกเป็นกำไร ตอนนี้เสนองานลูกค้าไป 2 โปรเจกต์ใหญ่ รวม 80 ล้านบาท ถ้าได้ก็จะทำให้ทั้งปีมีกำไรได้ โดยคาดรู้ผลในไตรมาส 3/58 นี้แน่นอน เป็นการทำแอพพลิเคชั่นและจัดงานอีเวนท์ให้ลูกค้า ถ้าได้ก็จะรับรู้รายได้ในปีนี้ทั้งหมดกลยุทธ์ที่แนะนำ :ช่วงบ่าย: คาดดัชนี SET index ภาคบ่ายจะตอบรับกับการประชุม กนง. โดยถ้าหากผลออกมาคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะเป็นผลบวกต่อหุ้นกลุ่มธนาคารได้ (เราชอบ KBANK มากที่สุดในกลุ่ม) เนื่องจาก NIM ผ่านจุดต่ำที่สุดไปแล้ว แต่ถ้ามีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ตลาดอาจจะแกว่งผันผวนจากการตีความสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจยังไม่ดีนัก-นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ หุ้นแนะนำตามสัญญาณเทคนิค ได้แก่ VNG (รับ 8.8 ต้าน 9.5 Cut 8.6) และ TAKUNI (รับ 9.3 ต้าน 10.3 Cut 9.0) ‪。 ดัชนี FBMKLCI ตลาดหุ้นมาเลเซียปิดภาคเช้าที่ 1,736.37 จุด เพิ่มขึ้น 7.32 จุด, +0.42% ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตลดลง 0.5% แตะ 5,090.71 เมื่อเวลา 11.30 น.ตามเวลาท้องถิ่น ดัชนี HSI ตลาดหุ้นฮ่องกงปิดภาคเช้าที่ 27,045.50 จุด เพิ่มขึ้น 55.98 จุด, +0.21%แนะนำซื้อ SAMART โดยมีแนวรับระยะสั้น 25.75 และ 25.25 บาท และมีแนวต้าน 28 และ 29.50 บาท เป็นจุดขายทำกำไรTKS (ราคาปิดภาคเช้า 9.00) หุ้นแนะนำภาคบ่าย: เก็งกำไร KTB (คาดราคาตอบสนองการตั้งสำรองที่สูงไปแล้ว, เป้าทางกลยุทธ์ 19.00-19.50 ตัดขาดทุน 17.70), ADVANC (มีโอกาสเป็น Windows Dressing Target ปัจจุบัน -7% YTD เทียบกับ SET Index ที่ +1% YTD), CNT (คาดผลการดำเนินงานเริ่ม Turnaround มีกำไรตั้งแต่ไตรมาส 2 ราคาหุ้นปัจจุบันยัง Laggard (+5% YTD) เทียบกลุ่มรับเหมาก่อสร้างโดยรวม (+13% YTD), เป้าทางกลยุทธ์ 5.00 ตัดขาดทุน 4.50 บาท) ,สำหรับผลการดำเนินงานในปี 58 จะพลิกกลับมามีกำไรจากปีก่อนขาดทุน 15.04 ล้านบาท โดยตั้งเป้ารายได้เติบโต 4-5% จากปีก่อนที่มีรายได้ 806.98 ล้านบาท หลังจากไตรมาสแรกกำไรพุ่งกว่า 300% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน รวมทั้งคาดว่าจะสามารถล้างขาดทุนสะสมได้ทั้ง 11.36 ล้านบาทภายในไตรมส 3/58 โดยใช้กำไนจากผลประกอบการปกติขณะที่การซื้อขาย DW บนหุ้นรายตัวนักลงทุนยังให้ความสนใจ DW บนหุ้นอ้างอิงกลุ่มเดิมๆ เช่น TRUE ITD และ TPIPL โดย DW28 ที่เกี่ยวข้อง เช่น TRUE28C1509B ITD28C1509A และ TPIP28C1509A เป็นต้น, เงินบาทเปิดแข็งค่าต่อหลังกนง.คงดบ. รอดูยอดค้าปลีกสหรัฐฯ คืนนี้,พร้อมมองวันนี้คาดว่าเงินบาทจะมีทิศทางที่ทรงตัว หลังจากที่เมื่อวานคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับเดิมที่ 1.50% แต่นักลงทุนยังติดตามยอดค้าปลีกเดือนพ.ค.ของสหรัฐฯ ที่จะประกาศในคืนนี้ ซึ่งหากตัวเลขออกมาดีต่อเนื่องจากเดือนเม.ย. ก็มีโอกาสที่ดอลลาร์จะแข็งค่า และเงินบาทจะอ่อนค่าลงได้โดยคาดว่าเงินบาทวันนี้จะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 33.60-33.70 บาท/ดอลลาร์ล่าสุดมีข่าวบวกเรื่องการรุกสื่อโฆษณากับธุรกิจการบิน หลังเข้าซื้อหุ้น แอลอีดี แอดวานซ์ 20% ที่ทำธุรกิจสื่อโฆษณาในสนามบินของ AOT* 3) Valuation เริ่มไม่แพง (เชิงเปรียบเทียบกับ PLANB) โดย VGI มี PE ปีนี้ 25 เท่า และ Dividend yield ?3% สำหรับนักลงทุนที่ซื้อ PLANB ตามที่แนะนำก่อนหน้า แนะนำ เปลี่ยนตัวเล่น มาที่ VGI* ธนาคารกลางจีนได้ปรับลดคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจและดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของจีนสำหรับปี 2558 เนื่องจากมีแรงกดดันช่วงขาลงมากขึ้นต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจจีน โดยคาดว่า เศรษฐกิจจีนจะขยายตัว 7% ซึ่งตัวเลขดังกล่าวต่ำกว่าคาดการณ์ในช่วง 6 เดือนก่อนที่ 7.1%อย่างไรก็ตาม Call DW บนหุ้นหลายตัวปิดบวกโดดเด่นตามการพุ่งขึ้นของหุ้นอ้างอิง ตัวอย่างเช่น SAMART ซึ่งปิดตลาด +8.0% ส่งผลให้ Call DW ที่เกี่ยวข้องปรับตัวขึ้นแรง เช่น SAMA28C1510A +50.0% SAMA28C1512A +27.3% รวมทั้ง Call DW บนหุ้น TPIPL STEC และ QH ซึ่งบวกขึ้นแรงเช่นกัน ฟิทช์คาดว่าผู้ประกอบการทุกรายจะยังคงแข่งขันกันรุนแรงทั้งในด้านค่าบริการข้อมูล และกิจกรรมส่งเสริมการขายเครื่องโทรศัพท์ เพื่อเพิ่มการใช้บริการด้านข้อมูล AIS น่าจะได้รับประโยชน์มากที่สุดสำหรับการเติบโตในส่วนของการใช้ข้อมูล เนื่องจากคุณภาพเครือข่ายที่ดีกว่าผู้ประกอบการรายอื่น AIS ได้มีการลงทุนขยายเครือข่าย 3G อย่างมากในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ซึ่งทำให้สถานะด้านการแข่งขันเมื่อเทียบกับคู่แข่งในด้าน Non-voice service ของ AIS แข็งแกร่งขึ้นแม้ว่าบริษัทจะไม่มีบริการ 4G ในไตรมาส 1 ของปี 2558 รายได้จาก Non-voice service ของ AIS เติบโตอย่างแข็งแกร่งเพิ่มขึ้น 33.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ซึ่งสูงกว่าอัตราการเติบโตของอุตสาหกรรมซึ่งอยู่ที่ 26.7% ส่วนแบ่งทางการตลาดของรายได้ Non-voice service ของ AIS ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 2.6% เป็น 50.5% ในไตรมาส 1 ของปี 2558 จาก 47.9% ในไตรมาส 1 ของปี 2557 TMI มั่นใจปีนี้พลิกมีกำไร คาดรายได้โต 20% หลังขยายตลาดส่งออกผู้สื่อข่าวรายงานว่า ราคาหุ้นบริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) หรือ APณ เวลา 11.14 น. ราคาอยู่ที่ 7.15 บาท บวก 0.05 บาท หรือ 0.70% สูงสุดที่ 7.30 บาท ต่ำสุดที่ 7.15 บาท มูลค่าซื้อขายที่ 44.73 ล้านบาท ขณะที่ดัชนีตลาดหุ้นไทยโดยรวมบวก 0.51%อนึ่ง P-TECH ซึ่งทำธุรกิจให้บริการด้านทดสอบแบบไม่ทำละลาย ในธุรกิจก่อสร้างที่เกี่ยวกับเหล็กท่อโลหะในอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมัน อาคารสูง โรงงานอุตสาหกรรม ,SAMA28C1510A +25.0% (SAMART +4.0%) SET ปิดเช้าบวก 9.76 จุด TPIPL ซื้อ-ขายสูงสุด 1.04 พันลบ.สัญญาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นหลังจาก EIA รายงานว่า สต็อกน้ำมันดิบในรอบสัปดาห์ที่แล้ว ร่วงลง 6.8 ล้านบาร์เรล สู่ระดับ 470.6 ล้านบาร์เรล ซึ่งเป็นการลดลงมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนก.ค.2014 และมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะลดลงเพียง 1.8 ล้านบาร์เรล สรุปซื้อขายกระดานรายใหญ่วันนี้ NMG มูลค่าสูงสุด 180.48 ลบ.ทั้งนี้ได้เลือกเป็นหุ้นเด่นในกลุ่มอสังหาฯ แนะนำให้ ซื้อ AP โดยให้ราคาเป้าหมายที่ 9 บาท อิงจาก P/E ปี 2558 ที่ 10x ซึ่งคิดเป็น 1SD เหนือค่าเฉลี่ยย้อนหลังเจ็ดปี เชื่อว่า AP สมควรที่จะถูก rerate เนื่องจากแนวโน้ม presales ที่แข็งแกร่งในปี 2558 และแนวโน้มอัตราการเติบโตของกำไร CAGR ในอีกสามปีข้างหน้าที่ 12% (ปี 2557-2560) ในขณะที่ค่าเฉลี่ยของกลุ่มอสังหาริมทรัพย์อยู่ที่ 6.7% เท่านั้น。

Will 2019 see an increased chance for military confrontation in Asia?

Flashpoints and Arms Races to Watch in 2019

In this Friday, April 13, 2018, file photo released by Military News Agency, Taiwan’s President Tsai Ing-wen, second from left, inspects on a Kidd-class destroyer during a navy exercise off the northeastern port of Su’ao in Yilan County, Taiwan. Tsai boarded a navy destroyer to review military drills ahead of planned war games by rival China.

Credit: Military News Agency via AP, File

The 2019 security outlook for Asia, as in past years, is dominated by a number of regional flashpoints that include the Korean Peninsula, the South and East China Seas, as well as the Taiwan Strait, all of which have the potential to trigger a military confrontation. Nonetheless, there appears to be a reduced risk for open military clashes in all of the four cases in the next 12 months.

Simultaneously, 2019 will likely see an intensification of the war in Afghanistan, amid ongoing peace negotiations?and?the suggested withdrawal of 7,000 U.S. troops from the country;?the presidential election scheduled for the spring?may be postponed. Other areas our readers should watch include:?a possible uptick in violence in Jammu and Kashmir as a result of the 2019 Indian general elections (especially in combination with large-scale, ostensibly Pakistani-sponsored terror attacks, which might compel Indian Prime Minister Narendra Modi to retaliate more forcefully in 2019 than in a non-election year), the usual chance of South Asian border disputes getting out of control, ?and increased naval competition between India, China, and Pakistan in the Indian Ocean. Naval competition is especially noteworthy as all three states are in the process of fielding, or already have deployed, nuclear-armed submarines.

Overall, 2019 will see a general diffusion of military capabilities in the Indo-Pacific region without any single state being capable of dominating the region militarily. While China will remain the region’s top military power, it qualitatively still cannot compete with the much smaller South Korean and Japanese militaries, let alone U.S. forces. In turn, the United States is no longer capable of militarily dominating the region as it had during the 1990s and 2000s. Consequently, an uneasy balance of power is expected to prevail in the region.

Flashpoints

First, should North Korea continue to refrain from further testing of nuclear weapons or long-range missiles, 2019 will most likely be dominated by summit diplomacy with North Korean leader Kim Jong Un possibly parlaying face-to-face with Russia’s Vladimir Putin, Japan’s Shinzo Abe, South Korea’s Moon Jae-in, and the United States’ Donald Trump.? Conversely, a major known unknown will be the reaction of the U.S. president once it will become clearer in 2019 that Pyongyang will not relinquish its nuclear deterrent.

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

Second, while the United States, along with its regional allies and partners, will continue to carry out freedom of navigation operations (FONOP)?challenging excessive maritime claims in the South China Sea that will draw the ire of Beijing, the Association of Southeast Asian Nations (ASEAN) and China are expected to complete the first draft of a South China Sea Code of Conduct in 2019. Following a steady Chinese military buildup in the contested waters over the past years, an uneasy military stalemate will likely continue to hold throughout the next 12 months.

Third, after tensions between China and Japan in the East China Sea spiked in 2012, last year saw a number of Chinese intrusions into Japan’s contiguous marine zone. Yet, the past 14 months have nevertheless seen a marked diffusion of bilateral tensions — a trend expected to continue into 2019. Both countries will push on with the implementation of East China Sea crisis management and communication mechanisms, officially agreed to in December 2017. Chinese President Xi Jinping will also make his first official visit to Japan in June 2019.

Fourth, while China has stepped up its military pressure on Taiwan throughout 2018, including long-range bomber patrols?and naval exercises in close vicinity to the island (the People’s Liberation Army openly seeks readiness to invade Taiwan by 2020), a cold peace between Taipei and Beijing is likely to prevail throughout 2019. Nonetheless, the Taiwan Travel Act, a U.S. law enacted to revitalize reciprocal visits between the U.S. and Taiwan by high-level government officials and signed into law in 2018, as well as a $1 billion U.S. arms package for Taiwan, is bound to increase tensions throughout 2019.

The 2019 Arms Races

All Asian powers are expected to continue their military modernization programs throughout 2019 with six regional states likely making the 2019 top 10 global military spenders’ list. Here are several military hardware developments worth keeping an eye on:

First, India is expected to induct its most advanced nuclear-capable intercontinental ballistic missile (ICBM), the Agni-V,?to date in the first quarter of 2019. With its increased range and accuracy, the introduction of this new weapon system could pose a problem for long-term strategic stability in Asia. India is also expected to conduct its first real nuclear deterrence patrol in 2019. Long term strategic stability could be further undermined by Pakistani efforts to field a submarine-launched cruise missile (the Babur-3) and a medium-range ballistic missile?fitted with multiple independently targetable re-entry vehicles, or?MIRVs.

Second, China will continue to produce units composed of one of the region’s most advanced long-range air defense system, the Russian-made S-400?Triumf?(NATO reporting name: SA-21 Growler)?into service, which will significantly boost the People’s Liberation Army anti-access capabilities, especially around Taiwan. (Taipei, meanwhile, will continue its development of an indigenous submarine force ?as well as push for the sale of F-35Bs.) China’s first domestically designed and built aircraft carrier, the Type 002 (CV-17), could also enter service as early as the fourth quarter of 2019 further boosting China’s blue water navy capabilities. Notably, the next 12 months may also witness the first operational deployment of a hypersonic glide vehicle (HGV), the DF-17, with significant implications for strategic relations in Asia.

Third, Russia is back as a major military power in the Asia-Pacific. In 2019, the Russian Eastern Military District — the military arm responsible for operations across the Pacific — is expected to receive more than 6,240 pieces of new and upgraded military equipment. 2019 will likely see the delivery of the nuclear-powered ballistic missile submarine Knyaz Vladimir, the Russian Navy’s first upgraded Project 955A?Borei II-class boomer, to the Pacific Fleet. ?Russia’s Strategic Missile Forces are also slated to receive their first HGV in 2019. Additionally, the first batch of Sukhoi Su-57 fighter aircraft, Russia’s first indigenously designed and built fifth-generation stealth fighter jet, is expected to be be delivered to the Russian Air Force in late 2019. Finally, Russia is expected to commission its largest nuclear-powered icebreaker in 2019, whose primary mission will be to clear passages for ship traffic on the Northern Sea route, which runs along the Russian Arctic coast from the Kara Sea to the Bering Strait.

Fourth, the air forces of Australia, Japan, and South Korea will also continue to induct their fleets of F-35A Lightning II Joint Strike Fighters in 2019. These aircraft will primarily serve as platforms for long-range air-to-surface/air-to-air standoff missiles. The Diplomat readers should pay special attention to these weapons systems as they will be an important factor in determining the military balance in East Asia and beyond. Other noteworthy developments to keep an eye on in 2019 are bilateral drills involving Japan’s recently stood up Amphibious Rapid Deployment Brigade, South Korea’s continuous development of its?Kill-Chain pre-emptive strike capabilities, and Australia’s SEA 1000 Future Submarine Program.

Another important development to follow will be Japanese deliberations over the procurement of?vertical or short takeoffs and vertical landings F-35Bs and to convert the?Izumo-class of helicopter destroyers into full-fledged aircraft carriers to accommodate the new aircraft. Additionally, readers should pay special attention to Vietnam’s defense deals in 2019. Russia and Vietnam are in final talks over the purchase of 24 Su-35S “Flanker-E” multirole fighter jets — assumed to be delivered in two batches of 12 — with details of the contract reportedly finalized during the visit of Russian Defense Minister Sergei Shoigu to Hanoi in January 2018. Negotiations over the acquisition of two S-400?Triumf? batteries are purportedly also at an advanced stage.

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

The United States is expected to maintain a similar force posture in the Asia-Pacific as in 2018 with no major changes save for the deployment of an additional three-ship amphibious ready group (ARG) into the region. Additionally, the U.S. will maintain its continuous bomber presence mission as well as its only forward-deployed? Nimitz-class supercarrier, along with no significant increase or decrease of U.S. ground forces in the Asia-Pacific region. Notably, however, the U.S. could quietly begin negotiating with Japan and South Korea over the deployment of future U.S. ground-launched ballistic and cruise missiles on their territories following the termination of the INF treaty, which could make 2019 a particular eventful year for nuclear diplomacy in Asia. 2019 will also likely see the first deployment since 2017 of a Littoral Combat Ship to the region.

While next year will not see a Rim of the Pacific Exercise (RIMPAC), and scaled down Foal Eagle and Key Resolve exercises, The Diplomat readers should follow the first ever tri-services joint exercises between India and the United States in 2019, the first ASEAN-U.S. Maritime Exercise, ?as well as the annual iterations of the Russia-China “Peace Mission” and “Joint Sea” military drills. Interestingly, the 23rd rendition of the Malabar naval exercise, involving aircraft and ships from Indian Navy, the U.S. Navy, and the Japan Maritime Self Defense Force, is expected to take place in Japanese waters for the first time in 2019.

Outlook

Notably, the absence of a single dominating regional military power in combination with the proliferation of advanced military capabilities in the Asia-Pacific region increases the chances of miscalculation when it comes to assessing the costs and benefits of limited war. The Asia-Pacific region will remain the most militarized region in the world in 2019. The three largest defense budgets in the world are in countries with significant military assets in the region:?the United States, China, and Russia.

This should not distract from the optimistic outlook that 2019 will likely see a reduced risk for military confrontation. The Diplomat readers should, however, keep in mind: Despite our best efforts, the next major military confrontation in the Asia-Pacific, like most military conflicts, will almost certainly come as an apparent surprise and when least expected.

Franz-Stefan Gady is a Senior Editor with the The Diplomat and Senior Fellow with the East West Institute. He tweets @hoanssolo.?